คอลัมนิสต์

เทศกาลรถติด

เทศกาลรถติด

03 มิ.ย. 2556

เทศกาลรถติด : บทบรรณาธิการประจำวันที่3มิ.ย.2556


             ความทุกข์ร้อนของคนกรุงเทพมหานครเพราะปัญหาการจราจร รถติดขัดอย่างหนัก นับเนื่องตั้งแต่ช่วงวันเปิดเทอมเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อนที่ผ่านมา บวกกับภาวะฝนตกหนักในช่วงเช้าและค่ำ เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ยังไม่มีใครเอาใจใส่ประสานบูรณาการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) ขณะที่กองบังคับการตำรวจจราจรก็ได้ทำหน้าที่ตามปกติอยู่แล้ว คือส่งตำรวจไปประจำตามจุดต่างๆ ที่เป็นที่รู้กันมาชั่วนาตาปีว่ารถติดอยู่เป็นประจำ

             เช้าวันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน 2556 เป็นวันแรกที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในกรุงเทพฯ เริ่มเปิดเรียนเทอมแรก ซึ่งก็คาดหมายได้ว่า ปัญหาจราจรจะยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นทบเท่าทวีในกรณีที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้วางแผนรองรับไว้ดีพอ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจจราจรออกมายืนโบกรถ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปตามบุญตามกรรมและเพียงลำพัง ทั้งๆ ที่ ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะแก้ไขก็น่าจะบรรเทาความรุนแรงลงได้บ้าง

             มีหลายโครงการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดปัญหาจราจรอย่างหนัก และดูเหมือนว่า รัฐบาลจะเพิกเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว อย่างเช่น การก่อสร้างและซ่อมแซมถนนสายหลักของกรมทางหลวง โดยไม่มีวิศวกรควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ปล่อยให้คนงานนำกรวยมาปิดการจราจรได้ตามอำเภอใจ หรือโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงระยะทางนับสิบกิโลเมตรที่เกิดความล่าช้า ไม่เป็นไปตามสัญญา ขณะที่ผู้รับเหมาเองก็ไม่ได้ประสานงานกับตำรวจจราจรท้องที่ให้เต็มประสิทธิภาพ บางจุดที่การก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถคืนพื้นผิวจราจรกลับยังคงยึดเอาไว้เพื่อความสะดวกฝ่ายเดียว

             เมื่อหลายเดือนก่อน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมตรวจโครงการก่อสร้างต่างๆ และเร่งรัดเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร แต่ดูเหมือนเรื่องจะเงียบไป เพราะผู้รับเหมาทั้งรายเล็กและรายใหญ่ระดับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงทำงานเหมือนเดิม ซ้ำร้ายในบางครั้งยังปิดถนนในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซ้ำเติมวิกฤติให้รุนแรงหนักยิ่งขึ้นอีก

             ว่ากันว่านโยบายรถคันแรกองรัฐบาลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งมาซ้ำเติมให้วิกฤติรุนแรงขึ้นอีก โดยที่รัฐบาลไม่มีแผนการรองรับใดๆทั้งสิ้น มีผู้คำนวณคร่าวๆ ว่า ถ้าหากรถยนต์คันหนึ่งมีความยาวเฉลี่ย 3 เมตร เมื่อนำรถยนต์ของประชาชนจำนวน 3 แสนคัน มาจอดต่อกันจะกินระยะทางถึง 3 แสนเมตร หรือ 300 กิโลเมตร

             ขณะที่ประเทศไทยยามนี้ หากจะเรียกว่า กำลังก้าวย่างเข้าสู่ห้วงศตวรรษของการขาดแคลนพลังงานก็คงไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานนำเข้าหรือพลังงานที่ผลิตได้เอง หรือแม้แต่พลังงานทดแทนอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถึงจุดวิกฤติในอีกไม่นานนัก เช่นนี้แล้ว รัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาใจใส่ต่อทุกปัญหาที่นำไปสู่การเผาผลาญพลังงานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะวิกฤติจราจรที่มาจากนโยบายที่ขาดการวางแผนไม่ว่างานก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือการเพิ่มจำนวนรถยนต์บนท้องถนน รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยบูรณาการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงคมนาคม กทม.บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตำรวจจราจร