
'แก้ก.ม.อย่าคิดตัวเองเป็นจำเลย'
'แก้ก.ม.อย่าคิดตัวเองเป็นจำเลย' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
เริ่มแล้วสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วงเงินจำนวน 2,525,000 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคมนี้
สรุปสุดท้ายของการประชุมก็คงพอคาดเดาได้ว่าจะออกมารูปแบบไหน บรรยากาศการประชุมไม่ดุเดือดเหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แต่ที่น่าสนใจคือความเคลื่อนไหวทางการเมืองจากนี้ไปจนกระทั่งเปิดประชุมสภาอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม เพราะจะมีกฎหมาย "เรียกแขก" ที่อยู่ในวาระ เพื่อรอการพิจารณาหลายฉบับ
ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายเรื่องเกี่ยวโยงกับ "การเมือง" แทบทั้งสิ้น
เริ่มตั้งแต่ "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ...." ที่ขณะนี้นอนรอสภาพิจารณามีทั้งสิ้น 4 ร่าง ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ, ร่าง พ.ร.บ.ของ "สามารถ แก้วมีชัย" ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และคณะ, ร่าง พ.ร.บ.ของ "นิยม วรปัญญา" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ ร่าง พ.ร.บ.ของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคณะ ซึ่งแต่ละฉบับมีเนื้อหาส่วนใหญ่ใกล้เคียงกัน จะมีแตกต่างในบางหัวข้อเท่านั้น
ตามมาด้วย "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ของ "วรชัย เหมะ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ "โดนใจนายใหญ่" มากที่สุดถึงประกาศสนับสนุนด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมี "ร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ..." ฉบับ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ได้บรรจุร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม เข้าระเบียบวาระการประชุมสภาแล้ว
ซึ่งร่างกฎหมายทั้งหมดทาง "พรรคเพื่อไทย" เตรียมเสนอที่ประชุมเลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาเป็นลำดับแรกแล้ว!
อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มญาติคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต" เตรียมเคลื่อนไหว "ไม่เอา" ร่างพ.ร.บ.ปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของวรชัย เพราะมองว่าทั้ง 2 ร่าง เหมือนล้างผิดทั้งผู้สั่งการและมือสังหาร
ดังนั้นให้จับตาดูบรรยากาศการเมืองนับจากนี้ไปมีความคึกคักทั้งการเมืองในสภาและนอกสภา
นอกจากกฎหมายที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วยังมีเรื่องที่น่าจับตามองอีกคือที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ซึ่งมี "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าการให้อำนาจ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" พิจารณาพิพากษาคดีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงศาลเดียวจะสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) หรือไม่ อย่างไร
โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะทำงานของ ร.ต.อ.เฉลิม "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" รองนายกรัฐมนตรี และ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ไปศึกษาโดยกำหนดระยะเวลา 1 เดือน และนำกลับเข้ามาเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
มีคำถามและข้อสงสัยตามมามากมาย เพราะเป็นที่ทราบดีว่า "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" มีการก่อตั้งมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ใครๆ ก็พากันชื่นชมว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ดีที่สุด
หลักการที่ก่อตั้ง "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เนื่องจากเห็นว่าคดีล้นศาลยุติธรรม และคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองมีความยืดเยื้อยาวนาน และมีความยุ่งยาก ซับซ้อน จึงคิดว่าหากจะแก้ปัญหานี้ ก็ต้องตั้งศาลขึ้นมาใหม่ และทำคดีเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะ และการพิพากษาคดีก็ต้องมีความยุติธรรม
จึงเป็นที่มาของการตั้ง "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เพราะถ้าอยากให้คดีจบเร็วก็ต้องเป็นศาลเดียวพิจารณาจึงไปจบที่ "ศาลฎีกา" ส่วนความยุติธรรม ก็ให้กำหนดจำนวนผู้พิพากษาคดีโดยมีองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ประกอบด้วย ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ และให้เลือกเป็นรายคดี
ที่สำคัญ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" มีการใช้มาแล้ว "หลายรัฐบาล" แต่ก็ไม่เคยมีปัญหา
จนกระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หยิบยกเรื่องขึ้นมาหารือและมีคำสั่งดังกล่าว
"เสรี สุวรรณภานนท์" ในฐานะอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส.ส.ร.2540 และส.ส.ร. 2550 และดำรงตำแหน่ง รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 1 ถือเป็นผู้ที่ร่วมร่างการก่อตั้ง "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ในยุคนั้น โดยบอกว่า แนวคิดอยากให้ตัดสินคดีนักการเมืองรวดเร็ว มีความยุติธรรม จึงก่อตั้งศาลฎีกานักการเมืองขึ้นมาโดยเฉพาะ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็เห็นว่าการพิจารณาศาลเดียวอาจไม่รอบคอบ จึงเปิดช่องให้แก้ข้อกล่าวหาได้หากผู้ถูกร้องมีหลักฐานใหม่ให้ยื่นอุทธรณ์คดีได้อีก
"การกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน เป็นหลักสากลที่ใช้กันโดยทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติเมื่อดำเนินการไปแล้วก็สามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มระยะเวลาได้อีกหากมีหลักฐานเพิ่มเติม ปัญหาคือต้องการให้แก้ไขอะไร เพราะต้องการพิจารณาคดีเร็วก็มีศาลเดียว แต่เห็นว่าศาลเดียวไม่เป็นธรรมอยากไปหลายศาล ก็ต้องยอมรับเรื่องความล่าช้าของคดี หรืออาจล็อกเรื่องเวลาในการพิจารณาคดีของแต่ละศาลยุติธรรม 3-6 เดือนคดีต้องจบอาจเสียโอกาสไม่ได้สืบพยานอีกหลายปาก เพราะเวลาไม่พอแบบนี้ยอมรับกันได้หรือไม่ต้องเลือกเอาสักอย่าง" อดีตส.ส.ร. กล่าว
ส่วนที่ระบุว่าการมีศาลเดียวอาจผิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนั้น "เสรี" บอกว่า ไม่มีใครมองแบบนั้น เพราะกฎหมายของแต่ละประเทศเขียนขึ้นมา เพื่อใช้กับคนของประเทศนั้นๆ ศาลฎีกาการเมืองของไทยตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินคดีกับนักการเมืองที่ทำผิด เป็นการป้องกันและปราบปรามไม่ให้นักการเมืองกระทำการทุจริต
"เวลาจะแก้กฎหมายอย่าคิดว่าตัวเองเตรียมจะไปเป็นจำเลย ต้องคิดถึงหลักการ เขียนอย่างไรจะไม่ทำผิด ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน หากไม่ทำผิดก็ไม่ต้องขึ้นศาล และการก่อตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะนั้นคุณพงศ์เทพ (เทพกาญจนา) ก็ร่วมนั่งร่างอยู่ด้วย" อดีต ส.ส.ร. กล่าวปิดท้าย
............
(หมายเหตุ : 'แก้ก.ม.อย่าคิดตัวเองเป็นจำเลย' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



