คอลัมนิสต์

ความจริงที่หน้ารามคำแหง : บทบรรณาธิการ

ความจริงที่หน้ารามคำแหง : บทบรรณาธิการ

29 พ.ค. 2556

ความจริงที่หน้ารามคำแหง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 29 พ.ค.2559


              ค่ำๆ ของวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้คนย่านรามคำแหงพากันแตกตื่นเมื่อเกิดเหตุระเบิดบริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1 เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 7 คน ร้านค้าแผงลอยเสียหาย เหตุการณ์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในหลายประเด็นตั้งแต่เรื่องความขัดแย้งของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ปมมาเฟียแย่งพื้นที่กันเอง หรือแม้กระทั่งการก่อเหตุโดยกลุ่มหัวรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่เข้ามาแหย่หนวดเสือถึงในเมืองกรุง ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากเรื่องใด แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การใช้วัตถุระเบิดก่อเหตุในเมืองหลวงได้ย่อมสะท้อนถึงความสามารถในการดูแลรักษาความปลอดภัย เกิดความเสียหายทั้งในแง่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวหรือแม้แต่ความหวาดกลัวของคนกรุงเทพฯ ด้วย

              แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้น้ำหนักเหตุไปในเรื่องธุรกิจ แต่คำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมเข้มสถานที่สำคัญ ทั้งบ้านนายกรัฐมนตรี, ทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา, ศาลรัฐธรรมนูญ, บ้านเอกอัครราชทูตและบ้านประธานองคมนตรี, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, บริเวณโดยรอบแยกราชประสงค์, ศูนย์การค้า และทำเนียบองคมนตรีกับกระทรวงกลาโหม ย่อมสะท้อนถึงความไม่มั่นใจถึงจุดประสงค์ของการลอบวางระเบิดในครั้งนี้ ซึ่งจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 9 แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งสิ้น ซึ่งทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุระเบิดเช่นนี้นั่นหมายความว่าผู้ก่อเหตุต้องการสร้างความปั่นป่วนหรือสร้างความวุ่นวายเพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายบางอย่างหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

              ตรงกันข้ามหากเหตุระเบิดครั้งนี้มาจากฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ก็ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวกว่าระเบิดทางการเมืองเสียอีก เพราะหากผู้ก่อความไม่สงบเข้ามาก่อเหตุได้ถึงเมืองหลวงย่อมหมายความว่าจากนี้ไปทุกพื้นที่ในประเทศไทยจะไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป กลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ขยายพื้นที่ความรุนแรงเข้ามาสู่ศูนย์กลางการบริหารประเทศ ที่สำคัญคือ การเจรจาต่อรองยุติความรุนแรงเข้าทางกลุ่มก่อความไม่สงบเป็นเงื่อนไขใช้ต่อรองการเจรจา ซึ่งไปสอดคล้องกับเรื่องที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้ความเห็นถึงเหตุฆ่ารายวันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า เพื่อประโยชน์ในการต่อรองเจรจาของกลุ่มก่อเหตุรายย่อยที่ยังควบคุมกันไม่ได้ด้วย

              ไม่ว่าประเด็นจะมาจากเรื่องไหน จุดประสงค์ของผู้ก่อเหตุจะเป็นเช่นไร หน้าที่สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคือ การหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ที่ผ่านมาเหตุระเบิดที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมักจับกุมใครไม่ได้ ในแวดวงความมั่นคงจะรู้ว่า ระเบิดลักษณะต่างๆ นั้นเป็นมืออาชีพหรือไม่ เช่นเดียวกับที่หน้ารามคำแหง คนร้ายนำระเบิดมาวางระหว่างเสา เป็นการบังคับทิศทางไม่ให้กระจายไปทั่วบริเวณ คนที่ลงมือลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นมืออาชีพแน่นอน ข้อสังเกตคือ ความขัดแย้งทางธุรกิจคงไม่จ้างมืออาชีพระดับนี้มาก่อกวน แค่ระเบิดปิงปองหรือขู่ทำร้ายกันก็มีผลอยู่แล้ว เหตุครั้งนี้หากยังจับใครไม่ได้ ครั้งต่อๆ ไป ย่อมมีตามมาแน่นอน