คอลัมนิสต์

'ยุทธวิธีถอยลดแรงต้าน'

'ยุทธวิธีถอยลดแรงต้าน'

28 พ.ค. 2556

'ยุทธวิธีถอยลดแรงต้าน' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา


              ปรากฏการณ์กลุ่มคนชั้นกลางที่เริ่มรู้สึกอึดอัดกับการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" หรืออีกนัยหนึ่งคือการเปิดหน้าชกต่อต้านระบอบทักษิณ

              ปรากฏการณ์ในโลกโซเชียลมีเดียที่รณรงค์ให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ใช้สัญลักษณ์แทนโปรไฟล์ตัวเองเป็นหน้ากากขาว “กาย ฟอว์กส์” ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่คนเหล่านั้นจะไม่พอใจการบริหารบ้านเมืองที่มองว่าเป็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

              โดยเฉพาะประชาชนซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนหาเช้ากินค่ำ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง สินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่องและแพงขึ้นเท่าตัว  นอกจากเรื่องของปากท้องแล้ว ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยอย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้

              หากจะเหลียวมองไปยัง "ปัญหาความมั่นคง" โดยเฉพาะความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จนรัฐบาลถูกค่อนแคะว่าการเปิดเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น เดินมาถูกทางหรือไม่ ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ นอกจากรัฐบาลจะมุ่งมั่นที่จะฉุดกระชากลากถู ร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ และร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านสภาไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางในการประชุมสภาสมัยหน้า

              เมื่อกระแสที่ส่งผ่านโลกออนไลน์ ของ "กลุ่มหน้ากากวี" ออกมาในทิศทางเดียวกับ "ไทยสปริง" หรือเครือข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาลที่เริ่มจุดติดเร็วและคนส่วนใหญ่เห็นด้วย ในห้วงที่สังคมไทยกำลังมีความแตกแยกทางความคิดอย่างมาก และสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหม่ได้ไม่ยาก เพราะคนกลุ่มนี้รู้ดีว่าถ้าปล่อยให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศจนครบวาระ สถานการณ์ของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป

              แต่กระแสที่ส่งผ่านกันมานี้จะยาวนานหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ว่าจะหันหลังกลับมามองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนบ้างหรือไม่ !

              สำหรับ “นักการเมือง”แล้ว สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ “เบื่อการเมือง” การช่วงชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบให้มากที่สุดย่อมเกิดขึ้นทุกเวลา ดังนั้นการพลิกเกมเร็ว แก้ให้ตรงจุด จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้ชาวบ้านเห็นแล้วว่ารัฐบาลพูดอย่าง ทำอย่าง เมื่อความเบื่อหน่ายรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็เป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มีคำพูดกรอกหูชาวบ้านให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องว่า “แพงทั้งแผ่นดิน” หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้ สิ่งที่รัฐบาลทำมาก็เปล่าประโยชน์

              ดังนั้น จึงมีเสียงให้ได้ยินแว่วจากพรรคเพื่อไทยว่าต้องมีการปรับแผนด้วยการเดินเกมให้นายกรัฐมนตรีเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมรับประทานอาหารค่ำ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อค่ำวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลรู้ดีว่าหากผลักกองทัพให้ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลย

              และภาพที่ปรากฏออกมา ก็เป็นการช่วงชิงบทบาทต่อหน้าสื่อเท่านั้น อีกไม่กี่อึดใจก็คงจะได้เห็นการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเก้าอี้ ตามที่มีการตกปากรับคำกันในพรรคเพื่อไทย แต่รัฐบาลต้องการสื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า จัดการคนที่ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานออกไป

              นอกจากนี้ วันที่ 29-31 พฤษภาคมนี้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ก็จะเข้าสู่การพิจารณา ของที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญ ที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้านเรียกว่า “ฉบับซุกหนี้ตบตาประชาชน” มีการตั้งขุนพลไว้อภิปรายกว่า 70 คน เพื่อใช้เวทีนี้ ในการเปิดแผลโครงการประชานิยม แต่ท้ายที่สุดงบประมาณดังกล่าว ต้องผ่านสภาด้วยเสียงข้างมากของรัฐบาลอยู่ดี เรียกได้ว่าใช้ “ยุทธวิธีถอยไปกินไป”

              ซึ่งเจ้าพ่อดาวเทียมอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ย่อมรู้ดีว่าหากชนชั้นกลางในเขตตัวเมือง ซึ่งเป็นนักธุรกิจหรือบุคคลวัยทำงาน ที่มีเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารลุกขึ้นสู้ และรวมพลังกับกลุ่มเกษตรกรพีมูฟแล้ว พลังที่ออกมาจะเพิ่มมากเท่าทวีคูณมากน้อยแค่ไหน

              ดังนั้น การตัดไฟแต่ต้นลม ต้องทำอย่างรวดเร็ว และทักษิณก็ไม่มองข้ามอีกต่อไป เพราะรู้ว่าเมื่อชนชั้นกลางลุกขึ้นสู้โดยโหมกระแสโซเชียลมีเดีย ที่ทั้งง่ายและสะดวกผ่านเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และไลน์ แล้ว ก็จะเป็นขวากหนามใหญ่ที่จะไปถึงจุดหมายได้ยาก

...................................

(หมายเหตุ : 'ยุทธวิธีถอยลดแรงต้าน' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)