คอลัมนิสต์

ตำรวจไทยกลายพันธุ์

ตำรวจไทยกลายพันธุ์

22 พ.ค. 2556

ตำรวจไทยกลายพันธุ์ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข


             ปรบมือดังๆ ด้วยความเคารพ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้นำของเหล่าพลพรรคสีกากีที่มีความพยายามอย่างแรงกล้าในการนำพากำลังพล 2 แสนกว่าชีวิตก้าวไปสู่การเป็น “ตำรวจมืออาชีพให้จงได้” ผ่านการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “การพัฒนาภาวะผู้นำ” อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง โดยใช้ระบบเทคโนโลยีการสื่อสารในโครงสร้างที่เรียกว่า ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)เพื่อกำกับและติดตามการพัฒนางานและบุคลากรขององค์กร นับตั้งแต่วันเริ่มต้นเมื่อเข้ารับตำแหน่งจนกระทั่งถึงวันนี้...วันที่ตำรวจไทยกำลังถูกจับจ้อง ตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากประชาชน สื่อมวลชน โดยมีการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารที่ทรงอานุภาพเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความคิดเห็น และทัศนคติ

             ทำไม...อาชีพตำรวจจึงถูกตรวจสอบจับจ้องมากกว่าอาชีพอื่นๆ ทั้งๆ ที่อาชีพอื่นๆ ก็สร้างผลกระทบ สร้างความเสียหายแก่ประชาชนและสังคมไม่น้อย?

             “ผมปวดท้อง...ไปโรงพยาบาล หมอให้ยาแก้โรคกระเพาะกลับมากิน ในที่สุด ไส้ติ่งผมแตก เกือบตาย”....? หรืออีกประเด็นหนึ่ง“ผมปวดท้อง...หมอบอกว่า ผมเป็นไส้ติ่งต้องผ่าตัด แต่พอผ่าไปแล้ว...ไม่ใช่?” ไส้ติ่งอักเสบกับแผลในกระเพาะอาหารคงไม่ถูกสรุปว่าเพียงเพราะ...ไม่มีความรู้ จากตัวอย่างนี้ประชาชนไม่รู้เห็นเป็นใจ?

             “ผมฝ่าไฟแดง...ผมรีบ...จ่าเอาไปร้อยนึงนะผมขี้เกียจไปจ่ายค่าปรับที่โรงพักเสียเวลา”? จากตัวอย่างนี้ประชาชนรู้เห็นเป็นใจ?
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างแบบง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็น ต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกัน ของกลุ่มคนสองอาชีพที่ส่งผลให้...การกระทำผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิดก็อาจกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะ ต้นทุนและภาพลักษณ์เดิมถูกประทับตราฝังแน่นจนกลายเป็นอคติ

             ความผิดพลาดของคนทำงานในอาชีพที่มีต้นทุนทางสังคมสูง มีภาพลักษณ์ดีๆ จะถูกตรวจสอบน้อยกว่า พร้อมที่จะได้รับการให้อภัยมากกว่า นี่คือสังคมไทย? วงการแพทย์ วงการการศึกษา หรือวงการยุติธรรมนั้น ผู้นำสูงสุดขององค์กรไม่ได้ใช้ระบบการกำกับติดตามงานทุกสัปดาห์ในรูปแบบศปก.ตร.อย่างที่ตำรวจยุคปัจจุบันดำเนินการอยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานของความพยายามในการทำงานของผู้นำตำรวจยุคปัจจุบันที่แตกต่างจากยุคอื่นๆ ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

             การที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สั่งการเน้นย้ำให้ผู้นำรับผิดชอบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของหน่วยเป็นข้อปฏิบัติในลำดับแรก(ข้อ1)และตามมาด้วย(ผู้นำจะต้อง)เอาใจใส่ ดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นลำดับต่อมา(ข้อที่2)นั้น หากผู้นำตั้งแต่ระดับกองบัญชาการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เชื่อแน่ว่า ไพร่พลสีกากีจะมีขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ดีขึ้นเพราะการโหยหานายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขในโลกของตำรวจตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมานั้น...ยากยิ่ง !

             “ขอเพียงนายเป็นเชือกเส้นเล็กๆ ให้พวกผมได้พิงยามถูกรุกไล่ผมก็พอใจแล้ว” นี่คือเสียงของตำรวจผู้ปฏิบัติงาน
อีกทั้ง ข้อหาอุกฉกรรจ์ที่เหล่าบรรดาตำรวจระดับไพร่พลมีความรู้สึกว่า นายกำลังนั่งบี้มด!! ก็จะทุเลาเบาบางลงไปในที่สุด

             “ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียน...ถ้าเป็นเรื่องจริง...ต้องรับผิดชอบ” คืออีกข้อสั่งการที่แสดงถึงการเน้นย้ำให้นายใช้เหตุผล ให้ความเป็นธรรม หนักแน่น ไม่หูเบา...(ไม่ใช่ตามกระแสสื่อ?) การโยกย้ายตำรวจเมื่อเกิดการร้องเรียนด้วยวิธีใดก็ตามนั้นส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบมากมาย ซึ่งมิใช่กระทบเฉพาะตัวตำรวจผู้นั้นเท่านั้น...ลูกน้องที่มีนายบ้าจี้ก็จะอกสั่นขวัญแขวน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ “ปรากฏการณ์เกียร์ว่าง” หรือนายจะบอกว่า ถ้าเกียร์ว่างก็จะย้ายอีก!!...สรุปว่านายเซ็นย้ายเป็นอย่างเดียว?
            
             “หัวหน้าสถานีตำรวจต้องเป็นนักบริหารทั้งระบบ ทั้งกำลังพล งบประมาณ...” นี่คือการสนับสนุนข้อสั่งการที่4 “ต้องใช้ความเป็นผู้นำขับเคลื่อนการทำงาน ถ้าลูกน้องทำดีต้องชมเชย ทำผิดต้องลงโทษ” แต่โปรดสังเกตว่าเน้นเฉพาะระดับหัวหน้าสถานี ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากอยู่ใกล้ชิดกับระดับปฏิบัติการ แต่หากผู้บริหารหน่วยเหนือตั้งแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเลยจะต้องกระทำเช่นเดียวกับหัวหน้าสถานีตำรวจด้วยก็จะทำให้ฝันเป็นจริงยิ่งขึ้น

             ตัวอย่างของข้อสั่งการของผู้นำตำรวจแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ความตั้งใจ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของ ผบ.ตร.ที่มีความมุ่งมั่นในการทำให้ตำรวจไทยกลายพันธุ์เป็นตำรวจในฝันของประชาชนให้จงได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ผู้นำตำรวจและตำรวจทุกคนรู้ดี อย่างเช่น “คำว่าชมเชย มิได้หมายถึง ความก้าวหน้าที่ปราศจากตั๋วและตังค์” หรือ หัวหน้าสถานีตำรวจจะหางบประมาณที่เพียงพอในการทำงานได้จากที่ไหน? หรือ ความไม่มั่นใจของเหล่าตำรวจและบรรดานายๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วนายมีอำนาจในการให้ความก้าวหน้าแก่ลูกน้องตามระบบคุณธรรมจริงหรือไม่? (ใกล้ถึงเวลาพิสูจน์ความจริงข้อนี้อีกแล้ว)

             ทำไมการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิด จึงสิ้นสุดอยู่เพียงแค่ระดับกองบังคับการแต่เพียงเท่านั้น ผู้นำระดับกองบัญชาการไม่จำเป็นต้องมีส่วนรับผิดชอบในความสำเร็จและความล้มเหลวของหน่วยหรืออย่างไร?

             สำหรับดิฉันภาพลักษณ์เชิงลบของตำรวจที่สมควรต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเข้มแข็ง ต่อเนื่องมิใช่อยู่ที่พฤติกรรมการทำงานของตำรวจแต่ละคนอย่างที่สื่อบางคนบางแขนงประโคมข่าวนำเสนอสร้างกระแส เพราะต้องไม่ลืมว่าองค์กรตำรวจเป็นองค์กรใหญ่ ภารกิจอยู่ใกล้ชิดกับโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกับบุคคลต่างๆ มากมาย การมีกำลังพล 2 แสนคนในความดูแลจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ไร้ข้อครหา หากจับจ้องเมื่อไหร่ย่อมพบข้อบกพร่องผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ ดิฉันกลับมีความเห็นว่า โจทย์ท้าทายคือ ทำอย่างไร พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว จึงจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ของตำรวจให้เป็นตำรวจสีกากีที่เข้มข้นโดยเริ่มต้นจากผู้นำที่อยู่รอบตัวท่านก่อนเป็นลำดับแรกที่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นตำรวจแท้มืออาชีพได้เช่นเดียวกับท่านด้วย? มิใช่ตำรวจการเมือง(ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง?)

             ท่าที การวางตัว ลีลาการทำงานของผู้นำตำรวจทั้งทีมตั้งแต่ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้นำทุกกองบัญชาการควรแสดงภาพลักษณ์ความเป็นตำรวจแท้มืออาชีพ ไม่ใช่ตำรวจการเมืองจึงจะเป็นแบบอย่างที่สร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธาแก่บรรดาตำรวจมดงานอย่างถึงแก่น ไม่เลื่อนลอยไร้ราก รวมถึงการเน้นหนักที่การปฏิบัติงานเพื่อประชาชน

             นี่แหละคือความฝันของ ตำรวจมดงานและประชาชน !!