
รับมือภัยก่อการร้าย
รับมือภัยก่อการร้าย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 22 พ.ค.2556
ประเทศไทยโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาเชิงหารือในเรื่องการสกัดกั้นกลุ่มก่อการร้ายและพวกหัวรุนแรง โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Committee Executive Directorate (CTED) สหประชาชาติ (United Nations) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อความไม่สงบ จากประเทศแคนาดา เบลเยียม และนิวซีแลนด์ เข้าร่วมผลักดันให้ประเทศไทยนำ Community Policing มาใช้ในการต่อต้านกลุ่มคนที่มีแนวคิดรุนแรงแบบสุดขั้ว (Countering Violent Extremism) ซึ่งตำรวจไทยที่เป็นผู้ริเริ่มและนำโครงการ "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" มาใช้คือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการดูแลชุมชนเพื่อลดปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดไปก่อนหน้านี้แล้ว
นโยบาย "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ถูกบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ของสตช.มาตั้งแต่ยุคพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ตำรวจสอบสวนกลางนำมาทดลองใช้ในชุมชนหลายสิบแห่งทั่วประเทศแล้วได้ผลเป็นอย่างดี ที่สำคัญหลักการนี้ใช้ตำรวจน้อยมากเมื่อเทียบกับการดูแลป้องกันอาชญากรรมในลักษณะอื่น จากการศึกษาและลงมือปฏิบัติปรากฏว่า ชุมชนนำร่องด้วยโครงการนี้สามารถลดตัวเลขอาชญากรรมและยาเสพติดลงได้ เนื่องจากชาวบ้านจะเป็นผู้ดูแลเป็นหูเป็นตากันเองภายในชุมชน โดยมีตำรวจผู้รับใช้ชุมชนเป็นจุดศูนย์กลาง ลงไปอยู่กับชาวบ้านในชุมชน เมื่อมีข้อมูลข่าวสารไม่ว่าอาชญากรรม ยาเสพติดหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จะรับรู้และสามารถวางแผนป้องกันได้ทันท่วงที
การที่สหประชาชาติให้ความสำคัญกับประเทศก็เพราะบ้านเราได้ริเริ่มทำกันอย่างจริงจังและมีผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งในสหรัฐอเมริกาใช้นโยบายตำรวจผู้รับใช้ชุมชนมานับสิบปี ได้ผลอย่างมากโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ปรากฏผลคือ ลดอาชญากรรมได้อย่างรวดเร็วและความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ด้วยและยิ่งตำรวจอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่รับทราบข้อมูลข่าวสารจากคนในชุมชน ตำรวจจึงเห็นสัญญาณการก่อเหตุได้ก่อน โดยเฉพาะเน้นเรื่องความรุนแรงแบบสุดขั้ว (Violent Extremism) เช่น มีคนใช้อาวุธปืนกราดยิงคนในหมู่บ้านหรือชุมชน เหตุการก่อการร้ายในพื้นที่อย่าง ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นต้น
สำหรับประเทศแม้จะมีหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบงานด้าน Community Policing แต่บ้านเราก็ยังถือว่าเป็นของใหม่ จึงต้องมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้ร่วมกับหน่วยงานต่างชาติที่ทำมาก่อนจนประสบผล โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการลักษณะต่างๆ ในชุมชนแต่ละประเทศเพื่อนำมาพัฒนารูปแบบปรับให้เข้ากับพื้นที่ประเทศไทย การปฏิบัติจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ถ้าไม่มีรัฐบาลร่วมสนับสนุนผลักดันทั้งด้านงบประมาณและพัฒนาบุคลากรให้เกิดความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการปราบปรามอาชญากรรมในอนาคตและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ด้วย ตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น่าจะนำไปเผยแพร่และใช้ในทุกพื้นที่เพื่อรองรับภัยด้านต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน



