คอลัมนิสต์

'ม็อบมวลชน-คนเมือง'แรงกระเพื่อมถึงรบ.

'ม็อบมวลชน-คนเมือง'แรงกระเพื่อมถึงรบ.

20 พ.ค. 2556

'ม็อบมวลชน-คนเมือง' แรงกระเพื่อมถึงรัฐบาล : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์


               การที่ "ประชา ประสพดี" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มารับฟังและแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของ "กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม" (ขปส.) หรือ พีมูฟ(PMOVE) ที่ปักหลักอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

               เพราะหากเพิกเฉยต่อการแก้ปัญหาเหมือนช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่า "พลังมวลชน" กลุ่มนี้อาจขยายวงและก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาลในอนาคต

               แค่ปัญหาการเมืองที่รัฐบาลกำลังประสบอยู่ในปัจจุบันก็ถือว่าสาหัส โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเสนอกฎหมาย ปรองดอง, นิรโทษกรรม ที่เรียกกระแสวิจารณ์จากสังคมในวงกว้าง

               แต่ถือเป็นวิกฤติใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยคือความเห็นที่แตกต่างระหว่าง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" และ "ฝ่ายตุลาการ" เกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหลังจากรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไว้พิจารณาจนหลายฝ่ายมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นต้นเหตุของการเผชิญหน้าในสังคม

               นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว การเรียกร้องของ "ภาคประชาชน" ที่เกิดได้รับผลกระทบจากการบริหารบ้านเมืองก็ถือเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม

               จับอาการได้จากเสียงของ "หน่วยงานความมั่นคง" แสดงความกังวลต่อการชุมนุมของ "ภาคประชาชน" ที่ขณะนี้มีความเคลื่อนไหว ที่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารของรัฐบาลหากไม่มีการเข้าไปดำเนินการแก้ไข

               นั่นเพราะความเคลื่อนไหวของ "ภาคประชาชน" มาเรียกร้องปัญหาปากท้องถือเป็นการเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์ ปราศจากการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะดูจากข้อเรียกร้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และสาธารณูปโภคต่างๆ

               ดังนั้นการมาชุมนุมเรียกร้องของประชาชนกลุ่มเช่นพีมูฟ ถือเป็นการแสดงออกความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลหลังจากเห็นว่าไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องปากท้อง จึงต้องเดินทางมาชุมนุม

               ต้องยอมรับว่า เกือบ 2 ปี ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ปัญหาปากท้องที่เริ่มมีมากขึ้นทั้งเรื่อง ที่ดินทำกิน ปัญหาถูกเลิกจ้าง ภัยแล้ง ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่เป็นเรื่องหลัก เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังมุ่งผลักดันแก้ไขปัญหาการเมืองมากกว่า

               การบริหารงานของรัฐบาลหากปล่อยให้คนหลายกลุ่มที่เดือดร้อนเริ่มอึดอัด หากไม่เข้าไปแก้ปัญหาก่อนที่ความอึดอัดจะสะสมเป็นความคับแค้นใจ สุดท้ายหากคนเหล่านั้นทนไม่ได้ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาจะรุนแรงมีปฏิกิริยาต่อตาฟันต่อฟัน

               นั่นถือเป็นปฏิกิริยาของ "ภาคประชาชน" ที่มาจากชนบทขณะที่ปฏิกิริยาของ "คนเมือง" การแสดงออกจะแตกต่างกันออกไปจะเห็นได้จากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจาก "โซเชียลมีเดีย"

               การโพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลผ่านทาง "เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์" หรือแม้กระทั่ง "การเจาะเว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี"

               แต่ที่เป็นข่าวเกรียวกราวต่อเนื่อง ทั้งในโซเชียลมีเดีย และสื่อต่างๆ คือ เหตุการณ์ "โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ชัย ราชวัตร" นักเขียนการ์ตูนชื่อดังกล่าวของสื่อยักษ์ใหญ่ ที่เขียนสะท้อนความรู้สึกเกี่ยวกับ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" หลังการไปกล่าวปาฐกถาที่ประเทศมองโกเลีย

               ซึ่งกรณีของ "ชัย ราชวัตร" และ "กรณีของเจาะเว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" หากดูจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสังคมจะเห็นว่ามีทั้งเสียงต่อต้านคัดค้านกับการกระทำของ "ชัย ราชวัตร" และกลุ่มคนที่สะใจกับการกระทำดังกล่าว

               สำหรับปฏิกิริยา "สะใจ" ที่แสดงความเห็นด้วยการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียสะท้อนให้เห็นว่ามีคนไม่พอใจ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" จำนวนไม่น้อย

               เพราะไม่ใช่แค่เสียงสะท้อนจาก "ชัย ราชวัตร" เท่านั้น ยังมีเสียงสะท้อนจาก "พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร" ที่เขียนผ่านเฟซบุ๊ก Vasit Dejkunjorn ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวปาฐกถาของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ที่มองว่าเป็นการประจานเมืองไทย และไม่เข้าใจบทบาทนายกรัฐมนตรีที่นำเรื่องส่วนตัวไปขอความเห็นใจในที่ประชุมนานาชาติ

               จนเป็นที่มาของการตั้งกลุ่มที่เรียกว่า "ไทยสปริง" ภายใต้แกนนำของ "พล.ต.อ.วสิษฐ", ขวัญสรวง อติโพธิ ที่ร่วมกันแถลงข่าวล่ารายชื่อในจดหมายเปิดผนึกในนาม "ไทยสปริง" เพื่อปฏิเสธปาฐกถาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ประเทศมองโกเลีย ที่มองว่าการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องโดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะรวบรวมรายชื่อส่งไปยังประเทศสมาชิกประชาคมประชาธิปไตย 106 ประเทศ ผ่านสำนักเลขานุการของประชาคมที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ รวมทั้งส่งให้คณะทูตประจำประเทศไทย

               ปรากฏการณ์ "ชัย ราชวัตร กับ ไทยสปริง" แม้จะเป็นคนที่ไม่มีมวลชน แต่การกระทำถือเป็นจุดเริ่มต้นก็การวัดกำลังคนที่มีแนวความคิดเห็นคล้ายกันผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อจะดูว่าขณะนี้มีคนที่มีความรู้สึกแบบเดียวกันมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน เพราะการระดมคนให้มารวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่มีสิ่งดึงดูดที่มากเพียงพอ

               ดังนั้นปรากฏการณ์ของ "ไทยสปริง" เป็นส่วนหนึ่งของการวัดเสียงสะท้อนจาก "คนเมือง" ในฐานะผู้ใกล้ชิดแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

               ปรากฏการณ์ "ไทยสปริง" เป็นการต่อสู้ในเชิงความคิด การชิงไหวชิงพริบ เนื่องจากกลุ่มพลังคนเมืองยังต่อกันไม่ติด!

               หากรัฐบาลไม่เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของคนชนบท โดยปล่อยให้ สินค้าราคาแพง ภัยแล้งจนไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ ไม่มีที่ทำกิน ปล่อยปัญหาให้เรื้อรังไปเรื่อยๆ "ภาคประชาชนหรือคนชนบท" อาจถูกชักนำมารวมกับคนเมือง หรือกลุ่มพลังทางความคิดอาจทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นสะเทือนได้

               ดังนั้นถ้านำความไม่พอใจของคนสองกลุ่มมารวมกันเสียงในสภาก็ไม่สามารถต้านทานพลังประชาชนได้!

               ส่วนจะมีพลังเพียงพอที่จะทำให้ "รัฐบาล" อยู่หรือไปก็ให้ย้อนเรียนรู้ดูจากการเมืองอดีต!

..............................................

(หมายเหตุ : 'ม็อบมวลชน-คนเมือง' แรงกระเพื่อมถึงรัฐบาล : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)