คอลัมนิสต์

ทำผิดไม่ต้องรับผิดจริงหรือ

ทำผิดไม่ต้องรับผิดจริงหรือ

17 พ.ค. 2556

ทำผิดไม่ต้องรับผิดจริงหรือ : บทบรรณาธิการประจำวันที่17พ.ค.2556


             "ความวัว" กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปกล่าวปาฐกถาบนเวทีการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่ประเทศมองโกเลียถึงประเทศไทยในมุมของตน พร้อมกับยกย่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายอย่างออกหน้าออกตา ยังไม่ทันจางหาย "ความควาย" ก็แทรกเข้ามาติดๆ เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดว่าเตรียมจะยื่นร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ ที่มีอยู่ 6 มาตรา ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ และจะผลักดันร่างพ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ซึ่งระบุชัดว่าจะนิรโทษกรรมให้แก่ทุกคนที่ถูกฟ้องหรือต้องโทษย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2549 เข้าสู่สภาในสมัยการประชุมสามัญทั่วไปในเดือนสิงหาคม ไล่เลี่ยกันนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยได้ขู่จะยุบสภาหากความขัดแย้งระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับฝ่ายนิติบัญญัติยังหาข้อยุติไม่ได้

             สังคมพลันตั้งคำถามอีกครั้งถึงเงื่อนงำชวนสงสัยถึงความจริงใจที่จะสร้างความปรองดองขึ้นในสังคม หรือเป็นเพียงการเดินหมากการเมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการ นอกเหนือจากตั้งคำถามว่าเหตุใดร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จึงรีบร้อนจะเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองฉบับสุดซอยนี้นัก ทั้งๆ ที่น่าจะตระหนักว่าเท่ากับเร่งโหมเติมฟืนใส่เตาไฟที่ลุกโชน สวนทางกับการแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่แทบไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการจงใจเมินเฉยต่อข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ของอาจารณ์คณิต ณ นคร ที่มุ่งหวังจะสร้างความปรองดองขึ้นมาจริงๆ โดยไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเพื่อประโยชน์ของคนใดหรือกลุ่มใดโดยเฉพาะ  ดังที่คอป.ระบุไว้ตอนหนึ่งว่าระหว่างที่สังคมไทยยังมีความขัดแย้งอยู่นั้น รัฐบาลต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะยึดถือหลักนิติธรรมในการบริหารประเทศโดยเคารพกฎหมาย และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง รวมทั้งดำเนินมาตรการเพื่อลดความขัดแย้ง

             ที่น่าสังเกตก็คือหากสภาผ่านร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติฉบับล้างผิดและฟอกตัวใหม่ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เท่ากับว่าประเทศไทยกำลังสร้างมาตรฐานโลกขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือ "คนผิดไม่ต้องรับผิด" ล้ำหน้ายิ่งกว่าการฟอกความผิดของอดีตผู้นำเผด็จการในหลายประเทศแถบละตินอเมริกา อาทิ ชิลี อาร์เจนตินาและบราซิล ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชั่น ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีเข่นฆ่าสังหารประชาชนนับหมื่นๆ คนในช่วงที่ปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็ก ในทางปฏิบัติแล้ว อดีตผู้นำหลายคนจะรอดพ้นจากคดีอุกฉกรรจ์ที่ก่อไว้อย่างคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่จะต้องรับโทษในคดีที่เบากว่า เช่น ทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น แม้ว่าอดีตผู้นำบางคนอาจจะโชคดีได้รับการนิรโทษกรรมในช่วงต้น แต่สุดท้ายรัฐก็ต้องรื้อฟื้นคดีนั้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ตามแรงกดดันของประชาชนที่ไม่ต้องการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ใครทำผิดก็ต้องรับผิดที่ก่อไว้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ความปรองดองและความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากประชาชนไม่มีความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย