คอลัมนิสต์

ลัทธิประชาธิปไตยใหม่...

ลัทธิประชาธิปไตยใหม่...

06 มิ.ย. 2552

จอห์น ไนซ์บิตต์ ผู้เขียนหนังสือโลกยุคใหม่ได้เคยเขียนเอาไว้ว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่หลายอย่างเปลี่ยนแปลง มีหลายอย่างเกิดใหม่และหลายอย่างที่ใกล้จะมาถึงจุดจบ

เขายกตัวอย่างเรื่องการเมืองว่า ในขณะที่ลัทธิประชาธิปไตยยุคใหม่กำลังเติบโตขึ้น ระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนราษฎรอันเป็นโลกยุคเก่า ก็กำลังล้าหลังและพ้นยุคสมัย

 ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่า ระบบผู้แทนราษฎรเป็นระบบที่เราใช้เป็นศตวรรษมาแล้ว ก่อนยุคไฟฟ้า โทรเลข โทรศัพท์ มีมาก่อนที่จะเกิดโทรทัศน์ สายการบิน และยุคอิเล็กทรอนิกส์ทางข่าวสารอย่างทุกวันนี้

 เขาได้ชี้ให้เห็นว่าโลกยุคเก่านั้น เป็นยุคที่เราจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีผู้แทนราษฎรก็เพราะว่าจะต้องมีการเชื่อมช่องว่างระหว่างข่าวสารความรู้ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากห้องประชุมสภา เนื่องจากสภาพของข่าวสารข้อมูลต่างๆ ของโลกยุคเก่ามักจะเลื่อนลอยเอาแน่นอนไม่ได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบผู้แทนราษฎรเอาไว้เป็นตัวเชื่อมดังที่กล่าว ซึ่งต่างจากทุกวันนี้

 ทุกวันนี้เป็นยุคแห่งสังคมข่าวสาร จึงไม่น่าจะใช่ยุคที่เราจำเป็นต้องใช้ระบบผู้แทนราษฎรแบบเก่าต่อไปอีก ในยุคของการปฏิวัติทางคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ทางโทรคมนาคมนี้ เราต่างก็มีความรู้ มีข้อมูลข่าวสารที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเองทั้งสิ้น

 ก็เพราะเรารู้เท่ากับที่ผู้แทนฯ ทั้งหลายรู้

 ดังนั้นในยุคนี้คนเราจึงสามารถที่จะตัดสินใจได้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาเล่นบทบาทแทนอีกต่อไปแล้ว ระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนราษฎรจึงได้มีแต่ปัญหาวุ่นวายอยู่ในแทบจะทุกประเทศทั่วโลกอย่างที่เห็น

 จอห์น ไนซ์บิตต์ บอกว่า ลัทธิประชาธิปไตยยุคใหม่ในการที่ประชาชนต่างก็มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และร่วมกันตัดสินใจต่อเรื่องราวต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชนของตนต่างหากที่จะมาแทนที่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนราษฎรในยุคเก่า

 ทั้งนักการเมือง พรรคการเมืองแบบเก่า ก็มีแต่จะขาดความเชื่อถือจากประชาชนลง เพราะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้

 อย่างไรก็ตาม จอห์น ไนซ์บิตต์ ก็ได้กล่าวเตือนเอาไว้ว่า ลัทธิประชาธิปไตยในยุคใหม่ที่กลุ่มปัจเจกชนมีแต่จะเข้ามาแทนที่อำนาจรัฐนั้น เมื่อผู้คนต่างก็เป็นนักการเมืองกันหมด การแย่งชิงอำนาจและการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มต่างๆ จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และนับวันก็จะมีแต่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของลัทธิประชาธิปไตยใหม่นี้ ประเทศจึงอาจต้องเสี่ยงต่อภาวะจลาจลและกลียุคอยู่เสมอ

 หนังสือเล่มนี้ จอห์น ไนซ์บิตต์ ได้เขียนเอาไว้นานแล้ว แต่ผมอ่านทีไรก็อดนึกถึงประเทศไทยของเรา ไม่ได้ครับ