คอลัมนิสต์

ซื้อเวลาเล่นเกมใหม่

ซื้อเวลาเล่นเกมใหม่

06 มิ.ย. 2552

รัฐบาลเด็กมาร์คยื้อเวลาสำหรับการตัดสินใจและความเสี่ยงกับการแตกหักกับกลุ่มการเมืองซึ่งดันหลังโครงการรถเมล์ 4 พันคันไปได้ 1 เดือน แต่ช่วงเวลานั้นได้ซื้อเวลาพร้อมกับการอนุมัติโครงการเส้นทางรถไฟไปเชียงรายและอุบลฯ รวมกันแล้วประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของโครงการรถเมล

ถือว่าเป็นของว่างคั่นรายการ ก่อนเปิบมื้อหนัก ถ้าตัวเลขรถเมล์ถูกตาต้องใจของทุกฝ่าย แม้ว่าขณะนี้ดูเหมือนยากกว่าการขับรถทั้งขบวนแข่งบนเส้นทางวิบากก็ตาม แต่กลุ่มผู้สนับสนุนยังไม่ลด ละ เลิก ความพยายาม

 ถือว่าเป็นความท้าทายด้วยซ้ำ ประกาศว่านอนตายตาไม่หลับ ถ้าไม่ได้โครงการนี้ไปดำเนินการให้สมอยาก ดังนั้น ความพยายามอยู่ที่ไหน ย่อมมีโอกาสบำบัดความตะกละตะกลามเมื่อนั้น ฮ่า!

 เอาเถอะ! การเมืองเป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์ นักการเมืองคือนักเซ็งลี้โครงการต่างๆ โดยใช้งบประมาณ เงินภาษีชาวบ้านเป็นเดิมพัน

 ยุคใดที่มีรัฐบาลประสานผลประโยชน์ในการเปิบหนัก ไม่มีพรรคใดเป็นก้างขวางคอ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการล่มสลายของบ้านเมือง ดังเช่นความเหิมเกริมในช่วงที่การทุจริตโดยนโยบายแบบมีเชิง ทวนน้ำ ตามน้ำ ขุดบ่อน้ำ กินเองนั่นไง

 ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ต้องโดนจับได้ไล่ทัน เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า อำนาจไม่สามารถค้ำจุนได้ ถ้าฟ้าดินไม่ลงโทษ ชาวบ้านต้องรวมตัวขับไล่

 มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อความสุขไม่ได้ แม้จะมีความสะดวกสบาย อยากกินอะไรก็ได้ ถ้าสุขภาพไม่สมบูรณ์ผลสุดท้ายกินได้แต่ยาและพืชผัก เหมือนวัวกินหญ้า

 อย่างที่เศรษฐีลี้ภัยว่าไว้ตอนกุมอำนาจ “คนเราจะเอาอะไรกันนักหนา ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ได้เกิน 1 หมื่นวัน” ขนาดพูดอย่างนั้น ยังฟันไปหลายแสนล้านบาท

 ทิ้งซากปรักหักพังของเศรษฐกิจ คนรับช่วงรัฐบาลต่อมาแทบไม่เห็นเงินเหลือในคลัง เอาไปใช้จ่ายล่วงหน้าในโครงการต่างๆ สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง ครอบครัว พวกพ้อง เหล่าสมุนค้ำจุนอำนาจ ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอด

 น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจนักการเมืองว่าเงินโกงไป ต้องถูกทวงคืน หลังจากสิ้นอำนาจ แต่ยังมีบางพวกรอดตัว ลอยนวล เพราะกรรมชั่วก่อนหน้านี้ นึกว่าไม่มีวันที่กรรมจะตามทัน ทั้งยังแผ่สยายปีกของอำนาจ กลายเป็นพลังล้ำลึก

 เร่งสะสมเสบียงสำหรับการสร้างฐานเพื่อให้พวกตัวเองเป็นใหญ่!

 การซื้อเวลาโครงการรถเมล์เพียง 1 เดือน เท่ากับเป็นการย้ำให้เห็นความขัดแย้ง เพราะพวกผิดหวังต้องมีการเอาคืน ด้วยการตรวจสอบโครงการฝ่ายขัดขวาง

 “เมื่อพวกข้าไม่ได้เขมือบ พวกเอ็งก็อย่าหวังว่าจะได้ขยอก” ว่างั้นเถอะ!

 เมืองไทยจึงอยู่ในสภาพน่าสมเพชตลอดมา ถ้านักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้าไม่สร้างวงจรอุบาทว์ คงเจริญก้าวหน้า เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ

 ที่ผ่านมา ได้เห็นการล้างผลาญทุกรูปแบบ จนความสมบูรณ์ของทรัพยากรของแผ่นดินและในน้ำแทบไม่เหลือ นำไปสู่คำพูดค่อนแคะเสียดแทงใจ
 เช่น “แผ่นดินนี้ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวมีคนไทยอยู่ทั้งๆ ที่ ความเป็นจริงไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นที่มีส่วนร่วมในการสร้างความวิบัติให้แก่ประเทศ”

 “ถ้าเมืองไทยไม่มีทุจริต คอรัปชั่น สร้างถนนปูด้วยทองคำก็ได้”

 จริงหรือไม่ คนที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้มานาน คงจินตนาการได้ เพราะผู้ที่ล้างผลาญก็คือขบวนการในวงจรอุบาทว์นั่นแหละ จนมาถึงยุคนี้ทำให้คนบางส่วนยอมรับการโกงกินเป็นเรื่องปกติ “โกงกินบ้างก็ได้ ขอให้มีผลงานก็แล้วกัน”

 เป็นความคิด ตรรกะออกแนวอุบาทว์ เปิดช่องให้โกงกิน!

 จากนี้ไปจะทำอย่างไร จ้องคุมเชิงกัน ไม่ต้องบริหารบ้านเมืองงั้นเรอะ!

 ก็คงว่ากันไป อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลเด็กมาร์คยังมีช่องทางเดินอีกนาน เพราะกลุ่มก๊วนผลประโยชน์ในรัฐบาลผสมบอกแล้วว่าถึงจะขัดขากันอย่างไร ก็ไม่ยอมตีจาก หรือทุบหม้อข้าวตัวเองแน่ๆ เพราะยังมีโครงการรออีกเยอะ

 การไล่ต้อนเด็กมาร์คให้ต้องยุบสภาเป็นความโง่เขลาเบาปัญญา เพราะยังสะสมเสบียงไว้ไม่มากพอสำหรับการสู้ศึก ในสมรภูมิซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวตัดสิน กฎกติกายังไม่เปลี่ยน รัฐธรรมนูญยังเหมือนเดิม ยุบสภาไปก็ไร้ประโยชน์

 เด็กมาร์คยังมีแต้มต่อ ก็คืออำนาจยุบสภานั่นแหละ!

 ก่อนจะหักดิบกัน ต้องรอให้ผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณของปี 2553 เสียก่อน ล็อกอะไรให้เข้าที่ เบิกจ่ายได้คล่อง ผูกพันโครงการให้เหมาะแล้วค่อยว่ากัน

 ก่อนถึงวันนั้น ย่อมมีเวลาต่อรองผลประโยชน์กันอีกเสมอ เพราะรู้กันอยู่ว่าการเมืองไทย ถ้าขาดเงิน ก็เหมือนสิ้นใจ ไร้อำนาจต่อรอง ไม่อยู่ในสายตา

 ยุคนี้ไม่ใช่มีเงินแล้วจ้างผีโม่แป้งได้เท่านั้น จ้างให้คนหิวเงินจัดม็อบชุมนุม ก่อการจลาจล เผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้าย โดยไม่กลัวติดคุกก็ได้
 เชื่อเถอะ! ถ้าไม่สิ้นหนทางสร้างความมั่งคั่ง การขัดแย้งเป็นเพียงเกมการต่อรองของพวกนักเล่นการเมือง ต้มตุ๋นแหกตาชาวบ้านเท่านั้นนิ! อิอิอิ!!!