คอลัมนิสต์

ป้องกันเหตุสลดซ้ำซาก

ป้องกันเหตุสลดซ้ำซาก

16 พ.ค. 2556

ป้องกันเหตุสลดซ้ำซาก : บทบรรณาธิการประจำวันที่16พ.ค.2556


         การดูแลเด็กเล็กเป็นงานที่หนักและมีรายละเอียดมากมาย ต้องให้ความใส่ใจแม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะความประมาทเลินเล่ออาจส่งผลเสียหายใหญ่หลวงและแก้ไขกลับคืนมาไม่ได้แล้ว กรณีเรื่องเศร้าสลดที่เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งที่เด็กนักเรียนอายุ 3 ขวบของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ถูกติดขังอยู่ในรถรับ-ส่งนักเรียนที่ใช้รถปิกอัพมาดัดแปลงนานกว่า 7 ชั่วโมง จนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งคนขับรถหรือผู้ที่ทำหน้าที่ไปรับนักเรียนก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นครูในโรงเรียนดังกล่าวที่น้องพอตเตอร์ เด็กที่เสียชีวิตเรียนอยู่นั่นเอง โดยเด็กเมื่อขึ้นรถในตอนเช้าก็ไปนอนหลับอยู่บริเวณแค็บด้านหลังของรถจนกระทั่งล่วงเลยไปถึงบ่ายโมงจึงมาพบเห็นว่านอนอยู่ในชุดนักเรียน ตัวเขียวคล้ำแล้ว แม้จะนำส่งโรงพยาบาลแต่ก็ไม่สามารถยื้อช่วยชีวิตไว้ได้

         กรณีน้องพอตเตอร์ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็มีหลายรายเกิดเหตุเช่นนี้ และที่เป็นข่าวดังคือ เมื่อต้นเดือนเมษายน น้องเอย เด็กหญิงอายุ 3 ขวบก็ติดอยู่ในรถตู้ของโรงเรียนย่านสมุทรปราการเช่นกัน และต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ แต่ถึงที่สุดก็เกินเยียวยา ได้เสียชีวิตลง เหตุเหล่านี้มาจากสิ่งใด ถ้าประเมินก็น่าจะเป็นเรื่องความพลั้งพลาดที่ไม่เจตนา แต่ก่อให้เกิดผลเป็นโศกนาฏกรรมกับเด็กเล็กๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นครูหรือครูผู้ช่วยที่รับมอบเด็กจากผู้ปกครองต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และต้องมีระบบในการเฝ้าระวังความปลอดภัยของเด็กเล็กในการโดยสารรถโรงเรียน มีระบบตรวจสอบรายชื่อและจำนวนเด็กที่ขึ้นรถและลงรถไปแล้ว มีการตรวจทานผู้ปกครองสำหรับเด็กที่ไม่ได้ขึ้นรถ ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

         นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้บังคับใช้กับรถโรงเรียนถึงมาตรการในด้านปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมให้เด็กอนุบาลขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ได้ทันท่วงที อาทิ รถโรงเรียนควรมีสายดึงฉุกเฉินและสอนเด็กให้รู้จักวิธีใช้เมื่อดึงสายจะมีไฟฉุกเฉินบนหลังคารถหรือสัญญาณเสียงเตือนภัยดังขึ้นให้ผู้อยู่ในบริเวณนั้นได้ทราบว่ามีเด็กอยู่ในรถ ให้ติดกะบังกันฝนที่ด้านบนกระจกและเปิดกระจกไว้เล็กน้อยเมื่อจอดรถให้อากาศถ่ายเทได้ จัดขวดน้ำดื่มประจำในรถ จัดเจ้าหน้าที่ตรวจเช็กอีกครั้งหลังจอดรถแล้ว และสอนเด็กให้กดแตรขอความช่วยเหลือ สอนเปิดล็อกประตูรถให้เป็น และที่สำคัญคือผู้ดูแลเด็กนอกเหนือจากความรับผิดชอบต่อหน้าที่แล้ว ต้องมีจิตสำนึกห่วงใยต่อเด็กเล็กที่ฝากชีวิตไว้ด้วย เพราะมาตรการดีเท่าใดแต่ขาดจิตสำนึกความรอบคอบก็ไร้ประโยชน์

         นโยบายหนึ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังได้รับการเลือกตั้งสมัยที่สอง และได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา คือ การดูแลและให้การศึกษาก่อนวัยเรียนแก่เด็กปฐมวัยทุกคน จึงเห็นได้ว่า ได้เพิ่มความสำคัญเรื่องเด็กเล็ก โดยผลวิจัยพบว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากทั้งต่ออนาคตของเด็กเองและต่อสังคมเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย เมื่อย้อนกลับมาดูของเมืองไทยก็ให้ความสำคัญเช่นกันทุกรัฐบาลกับการพัฒนาเด็กเล็ก ดังนั้นเหตุเศร้าสลดที่เกิดกับนักเรียนเล็กๆ วัย 3-4 ขวบ จึงน่าจะตื่นตัวสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งเข้ามาหาวิธีการป้องกันและมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียมากไปกว่านี้อีก