คอลัมนิสต์

ก้าวที่ท้าทายของประชาธิปัตย์

ก้าวที่ท้าทายของประชาธิปัตย์

14 พ.ค. 2556

ก้าวที่ท้าทายของประชาธิปัตย์ : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา


               พรรคประชาธิปัตย์มีมติส่ง นิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ชิงเก้าอี้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา พร้อมกับส่ง สัมฤทธิ์ เรียนประสิทธิ์ ลงสมัคร นายกอบจ.สตูล อีกครั้ง

               เป็นการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศการ "ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์" ครั้งใหญ่

               ก่อนหน้านี้ อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกกับสาธารณะว่า จะนำเสนอแนวทางปฏิรูปพรรค 3 แนวทางต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 13 พฤษภาคม

               1.โครงสร้างและระบบ

               2.การบริหารจัดการ

               3.วัฒนธรรมองค์กรและบุคลากร

               เป็น 3 หัวข้อหลักที่มีการนำเสนอ ส่วนรายละเอียดนั้น บรรดากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์คงจะได้รับรู้กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้แก่สมาชิกพรรค การจัดตั้งโครงสร้างการบริหารใหม่ การแบ่งกลุ่มจังหวัด เพิ่มศูนย์ประชาธิปัตย์ตำบลไปแล้วร่วม 200 แห่ง

               ดูเหมือนว่านี่คือการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากต้องกลายเป็นพรรคที่ไม่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งมากว่า 10 ปี

               มติกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ส่ง นิพนธ์ ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.สงขลา นั้นมองดูแล้วก็พอจะเรียกได้ว่า เป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งเข็มทิศแล้วว่าจะเดินไปสู่ "ท้องถิ่น"

               "เราเริ่มกันที่สงขลา เพราะอีก 4 เดือนจะครบวาระ ก็ไม่รู้ว่านายก อบจ.คนปัจจุบันจะลาออกก่อนหรือเปล่า เลยขอมติพรรคตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อม" นิพนธ์ ให้เหตุผลถึงมติกรรมการบริหารพรรคที่มีขึ้นเมื่อ 13 พฤาภาคม

               เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เริ่มชัดแล้วว่าจะเดินเข้าหาท้องถิ่นอย่างเต็มที่ จากสงขลา-สตูล ที่นำร่องไปก่อน จากนั้นก็จะเป็น อ.หาดใหญ่ และหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ในเร็ววันนี้ ก็จะมี จ.ขอนแก่น จ.อุบลราชธานี และ จ.นครราชสีมา

               การเริ่มต้นใหม่ด้วยการลงลึกที่ระดับรากหากทำได้จริง ขยายได้ผล ไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ "คนวงใน" ของพรรคเพื่อไทย อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เอง ก็ยังออกปากว่า ถ้าประชาธิปัตย์เปลี่ยนได้จริง เพื่อไทยก็เหนื่อย

               แต่ด้วยวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอายุกว่า 60 ปี แบก "ยี่ห้อ" ว่าเป็น "สถาบันทางการเมือง" มานาน การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันหรือ ?

               ระบบอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีส่วนในการรักษาพรรค สร้างความเจริญเติบโตของพรรค แต่ก็เข้มแข็งจนยากที่จะนำเสนอการเปลี่ยนแปลงอะไรชนิดปัจจุบันทันด่วนได้

               เพราะการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ จะกระทบต่อภาพรวมของอำนาจและบารมีของผู้อาวุโสในพรรค และสุดท้ายจะวนกลับไปที่ "สถานะ" ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               การพ่ายแพ้การเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุด มีคนในพรรคจดจำได้ว่า นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วสำหรับ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน แต่คลื่นใต้น้ำเงียบสงบมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ทุกคนต่างรู้ดีว่า เป็นเพราะอะไร

               หันไปทางตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" ที่แม้จะได้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ขึ้นมารับตำแหน่ง แต่อำนาจและบารมีที่แท้จริงแล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังล้นออกมานอกรั้วพรรคประชาธิปัตย์

               ดูได้จากการโหวตเลือก คุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ลงแข่งขันตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหนาคร นั่นปะไร บรรดากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีว่า คุณชาย ลอยลำไปเป็นตัวแทนพรรคจนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้นด้วยเพราะเหตุใด

               การย้อนกลับไปที่ระดับท้องถิ่น อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของพรรคประชาปัตย์ในการที่จะกลับมาผงาดเป็นรัฐบาลอีกครั้ง แต่นั่นหมายความว่า การขับเคลื่อนที่เกิดขึ้น จะต้องเป็นไปพร้อมๆ กันทั้งระบบ

               พรรคเพื่อไทยที่กอปรขึ้นด้วยนายทุน+นักเคลื่อนไหวต่อสู้+นักการเมือง สุดท้ายการหลอมรวมองค์ประกอบเหล่านี้ จนได้ส่วนสำคัญขึ้นมาก็คือ "มวลชน" และขับเคลื่อนประเทศอยู่ในขณะนี้

               ถึงแม้วันนี้สภาพที่แท้ของพรรคเพื่อไทยจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขับเคลื่อนภายใต้คำสั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และใช้อำนาจที่จะชี้ว่า ใครคือผู้ที่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ก็ตามที

               เพราะประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าต้องการปฏิรูปพรรคนั้นก็เพื่อนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง...แล้วหากว่า การเลือกตั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถกำหนดได้เลยว่าจะมีขึ้นเมื่อใดเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาละ จะทำอย่างไร ?

               เสียงเรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ สละตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งใช่ไหม ?

               และสุดท้ายแล้ว ก็มีคำขอจากบรรดาผู้อาวุโสว่า ให้เห็นแก่พรรค..จากนั้นเสียงเรียกร้องต่างๆ ก็เงียบลง จนกว่าจะมีคนคิดค้นแนวทางการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง..ใช่อย่างนั้นหรือเปล่า ?

               สิ่งเหล่านี้นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ !

........

(หมายเหตุ : ก้าวที่ท้าทายของประชาธิปัตย์ : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา)