คอลัมนิสต์

'ภูมิธรรม'ยันต้องยุบสภาก็ยุบไม่กลัวหมดอำนาจ

'ภูมิธรรม'ยันต้องยุบสภาก็ยุบไม่กลัวหมดอำนาจ

13 พ.ค. 2556

'ต้องยุบสภาก็ยุบ เราไม่กลัวหมดอำนาจ' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์


             กว่า 2 ปีการบริหารประเทศภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่แรกเริ่มถูกมองเป็น "จุดอ่อน" และเป็นเป้า เนื่องจากขาดประสบการณ์ ทั้งเรื่องการบริหารบ้านเมืองและบริหารการเมือง

             แต่เมื่อเวลาผ่านไปการบริหารงานโดยอาศัย "ความนิ่ง" ไม่ตอบโต้จะด้วยรู้หรือไม่ก็ตาม ทำให้ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" พาคณะรัฐมนตรีผ่านช่วงวิกฤติในการบริหารประเทศมาได้หลายครั้ง

             จะเห็นว่าหลายเรื่องโดยการใช้อำนาจในฐานะแกนนำ "ฝ่ายบริหาร" และแกนนำ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำให้โครงการและกฎหมายหลายเรื่องที่วางไว้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือนโยบายที่ประกาศไว้

             การบริหารประเทศของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ในขณะนี้ จึงแทบจะเรียกได้ว่า "เบ็ดเสร็จ" ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องความเห็นต่างระหว่าง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" กับ "ฝ่ายตุลาการ" เกี่ยวกับการตีความการใช้อำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

             “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า 2 ปี ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ผ่านมา ไม่ได้คิดเป็นเรื่องแพ้ชนะทางการเมือง แต่คิดว่าเป็นการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ ส่วนประเด็นความขัดแย้ง พรรคไม่ได้มองเป็นปัญหาสามารถถกเถียงกันได้ แต่ไม่ควรมีวาทกรรมการทำลายล้างอีกฝ่าย และนำไปสู่แนวโน้มทางการเมืองที่สร้างความแตกแยก

             ส่วนความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" กับ "ฝ่ายตุลาการ" เกี่ยวกับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหลังจากรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไว้พิจารณา ในฐานะกุนซือทางการเมืองพรรคเพื่อไทย "ภูมิธรรม" ยอมรับถือเป็นวิกฤติ เป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่คิดว่าจะบานปลายไปถึงขั้นเกิดการเผชิญหน้ารุนแรงจนควบคุมไม่ได้

             "ความขัดแย้งระหว่างสองสถาบัน แต่จะลามหรือไม่ขึ้นอยู่แต่ละฝ่าย แต่วันนี้ยังอยู่ในกรอบ ส่วนประชาชนที่ยื่นถอดถอนตุลาการก็เป็นการใช้สิทธิตามกรอบรัฐธรรมนูญ มนุษย์เขียนกรอบขึ้นมา เมื่อแต่ละฝ่ายวางกรอบอำนาจของตัวเองเกินเลย ก็ต้องหาทางออกแบบกันใหม่ วันนี้เมื่อขัดแย้งกันก็ไปบอกประชาชนว่าขัดแย้งเรื่องอะไร หากเราจะเลือกแบบนี้ ถ้าประชาชนไม่เอาด้วยก็แสดงว่าเราผิด แต่ถ้าประชาชนเห็นด้วยท่วมท้นแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะอยู่อย่างไร นี่ไม่ใช่ข่มขู่ศาล ส่วนการยุบสภาเป็นหนทางหนึ่ง แต่วันนี้คิดว่ายังมีหนทางไม่ตีบตัน"

             การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการเผชิญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม "ภูมิธรรม" ยืนยันว่า พรรคและสมาชิกรัฐสภาไม่ต้องการผลักดันให้เกิดการเผชิญหน้า และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่พรรคหาเสียงเสนอแก้ไขส่วนที่คิดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เราพยายามประสานความเห็นที่แตกต่างเพื่อให้มีทางออก การที่ยังไม่โหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระ 3 แสดงว่ายังสงวนความเห็นต่างไว้ คงค้างไว้ในสภายังไม่ถอนร่างดังกล่าวออกมา เพราะถ้าถอนออกมาแสดงว่าเรายอมรับคำวินิจฉัยของศาล จึงพยายามหลีกเลี่ยงโดยแก้ไขรายมาตรา ก็บอกว่าแก้ไม่ได้ ถือว่าได้พยายามประนีประนอมแล้ว คนที่ทำให้เกิดทางตันไม่ใช่เรา คนที่ทำให้เกิดทางตันต้องทบทวน

             "เมื่อเลือกทางนี้ (แก้รายมาตรา) ก็ยังบอกแก้ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ที่ผมเคยบอกว่า เหมือนเรายืนอยู่เราถอยมาอยู่กลางหุบเหว กำลังจะลงคุณบอกว่าไม่ได้อีก แบบนี้ท่านกำลังตีความขยายขอบเขตอำนาจของท่านเกินความเป็นจริง สิ่งที่เราทำอยู่คือ ไม่ถกเถียงกันเฉพาะกลุ่มสถาบันหรือผู้มีอำนาจที่ถกเถียงกัน เรานำเรื่องนี้ส่งต่อสาธารณะ เพื่อบอกว่าเรื่องนี้ขัดแย้งกันเป็นการตีความอำนาจที่แตกต่างกัน เพื่อกระตุ้นเตือน กระตุกว่า ความคิดเห็นเราไม่เหมือนกัน ถ้ายังยืนยันแบบนี้ก็เป็นไปได้ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง หากศาลรัฐธรรมนูญยังมีทางเลือกที่จะพิจารณาเรื่องนี้ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เราเห็นว่าแค่รับคำร้องก็ไม่ถูกต้องแล้ว วันนี้เราได้ทบทวนกันเองหลายครั้ง แต่ทุกฝ่ายยังยืนยันเรายังอยู่ในอำนาจที่ทำได้ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิทธิของรัฐสภา ไม่ควรมีองค์กรไหนตีความขยายอำนาจและบทบาทของตนที่เกินกว่ารัฐธรรมนูญให้ไว้"

             "ภูมิธรรม" บอกว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ยังไม่มีใครคิดถึงขั้นต้องยุบสภา การยุบสภาหมายถึงต้องมีความขัดแย้งจนหาทางไปไม่ได้ สถานการณ์วันนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างยืนยันอำนาจของตน จึงไม่ใช่เรื่องของสองสถาบันแล้ว แต่เป็นเรื่องของคนทั้งสังคมต้องเข้ามาช่วยกันดู แต่ก็จะทำให้แต่ละสถาบันมีความเสื่อม เพราะเรื่องถูกหยิบมาเป็นเวทีสาธารณะแล้วให้คนในสังคมรับรู้ กระบวนการเหล่านี้อาจมีข้อสรุปก็ได้

             ส่วนทางออกของเรื่องนี้ “ภูมิธรรม” บอกว่า ก็จะกลับมาดูว่าหากจะไปทำประชามติข้อกฎหมายประชามติทำได้หรือไม่ แต่ระหว่างการทำประชามติกับการยื่นรายชื่อเพื่อถอดถอนแบบไหนง่ายและรวดเร็วกว่ากันนั้น ยากที่จะตอบ เพราะมีทุกหนทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์อะไรเป็นหนทางที่ทำได้ก็ทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งการเผชิญหน้า

             "ขณะนี้พรรคไม่ได้คิดว่าเป็นฝ่ายถอยหรือรุก ถ้าคิดแบบนี้เป็นการต่อสู้กันเกินไป เราเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่เป็นประชาธิปไตยเราอยากแก้ไข เราไม่ยอมให้หลักการไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ถ้าจะต้องยุบสภาก็ยุบ เราไม่กลัวต้องหมดอำนาจ ส่วนใครจะวิจารณ์ว่าแก้เพื่อคุณทักษิณ ชินวัตร ก็วิจารณ์กันไป ผมคิดว่าก็คงเดินหน้าถ้าสมาชิกรัฐสภาเป็นเอกภาพก็ทำไป เราต้องอดทนที่จะรอ ส่วนจะระแวงอะไรก็ขอให้บอกมาตรงๆ เราเห็นต่างในข้อกฎหมาย ไม่ได้พูดจากอารมณ์"

             ส่วนที่มีผู้ไปชุมนุมหน้าศาล "ภูมิธรรม" บอกว่า ไม่ใช่พรรคทำ อย่ามากล่าวหากัน วันนี้คนมีอำนาจหน้าที่ไม่ควรใช้ความรู้สึกมาก ควรยึดหลักการอิงกฎหมาย ไม่มีใครมีสิทธิคิดตามอำเภอใจ วันนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งของพรรคเพื่อไทยกับศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้เป็นความขัดแย้งของสมาชิกรัฐสภาประกอบด้วย ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และส.ว.กับตุลาการรัฐธรรมนูญ และมีคนดูที่มีหลายพวกหลายฝ่าย และสื่อจำนวนหนึ่ง วันนี้สังคมอยู่ในภาวะแบบนี้ก็ต้องทำให้ประเด็นคลี่คลาย ถ้าดึงคนเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วไม่จบ ก็ต้องดึงสังคมเข้ามาให้ช่วยกันคิดทำให้เรื่องจบ

..............................

(หมายเหตุ : 'ต้องยุบสภาก็ยุบ เราไม่กลัวหมดอำนาจ' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)