คอลัมนิสต์

ไม่ใช่เพียงแค่ค่าเวนคืน

ไม่ใช่เพียงแค่ค่าเวนคืน

13 พ.ค. 2556

ไม่ใช่เพียงแค่ค่าเวนคืน : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2556


                คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำหนดประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกโครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและระบบการแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยมูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท ภายในต้นเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เพื่อเริ่มโครงการที่คาดหมายว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเวลา 3-5 ปี ซึ่งหลังจากที่บริษัทเอกชนได้ยื่นประมูลเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาแล้ว จนถึงขณะนี้ก็เริ่มปรากฏเค้าโครงของโครงการออกมาบ้างแล้ว อย่างเช่น แผนการจัดทำถนนและทางระบายน้ำ (ฟลัดเวย์) ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา การสร้างถนนควบคู่ไปกับทางระบายน้ำระยะทาง 400 กิโลเมตร ตั้งต้นบริเวณกลางน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงไปจนถึงปากอ่าวไทย
               
               ข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า โครงการฟลัดเวย์และถนนระยะทาง 400 กิโลเมตรดังกล่าว จะเริ่มที่บริเวณ จ.นครสวรรค์ สำหรับทางภาคตะวันตกไล่เรื่อยลงมาทาง จ.อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ผ่านแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน คาดหมายว่า โครงการนี้จะต้องเวนคืนที่ดิน 5 หมื่นไร่ โดยที่ดินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นที่นามากกว่าบริเวณที่อยู่อาศัยหรือแหล่งพาณิชยกรรม ขณะที่ทางฝั่งตะวันออกจะเน้นการขุดคลองและเพิ่มขนาดของบานประตูระบายน้ำให้เท่ากับความกว้างของคลองคือประมาณ 120 เมตร ฯลฯ


               อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนฯ กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะเข้าข่ายทุจริตในรูปแบบต่างๆ หรือไม่ เพราะถือเป็นโครงการใหญ่ เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล มีบริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก เรียกว่า ถ้าหากจะทุจริตกันจริงๆ แล้วก็อาจจะโกงกันได้ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นั่นอาจเป็นการติเรือทั้งโกลน หรือมองโลกในด้านลบมากเกินไปก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าโครงการจะผ่านได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเวนคืนที่ดินถึงประมาณ 5 หมื่นไร่ ซึ่งจะต้องมีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก ขณะที่ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วจะต้องทำประชาพิจารณ์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (ไออีเอ/เอชเอ)


               ตามแผนงานที่เริ่มทยอยออกมานี้ ชี้ให้เห็นว่า จะต้องเวนคืนที่ดินครั้งมโหฬารตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาจนถึงปากอ่าวไทย ที่อาจจะครอบคลุมถึง จ.สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ภาครัฐจึงควรจะต้องเร่งทำความเข้าใจในประเด็นที่หวั่นเกรงกันว่าจะเกิดขึ้นและเป็นอันตรายยิ่งก็คือ การเผชิญหน้าระหว่างชาวชุมชนกับบริษัทเอกชนที่พยายามเข้าพื้นที่ เพราะต้องยอมรับว่า ตลอดระยะทางยาวถึง 400 กิโลเมตร และกินบริเวณด้านกว้างออกไปนับร้อยเมตรนั้น จะกระทบกับคน ชุมชน แหล่งที่อยู่อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แหล่งทำมาหากินจำนวนมหาศาลแทบไม่ต่างกับเหตุการณ์เขื่อนแตกที่พัดพาเอาทุกสิ่งที่ทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งกรณีเช่นว่ามานี้ รัฐจะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะบริหารจัดการอย่างไร เพราะเพียงแค่การจ่ายค่าเวนคืนให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอกับความสูญเสียใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่