
ยุบร.ร.ขนาดเล็กต้องรอบคอบ
ยุบร.ร.ขนาดเล็กต้องรอบคอบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่12พ.ค.2556
สังคมกำลังจับตาและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเข้มข้นกับนโยบายทางการศึกษาของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6,000 แห่งทั่วประเทศ ให้ไปเรียนที่โรงเรียนพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะมีรถรับส่งหรือจัดหาจักรยานให้แก่นักเรียนเพื่อลดความลำบากในการเดินทางและค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อบุคลากรทางการศึกษา เพราะจากเดิมครูหนึ่งคนที่เคยสอนนักเรียน 6 ชั้นเรียน เมื่อมีการยุบรวมก็จะได้สอนเพียง 1-2 ชั้นเรียน นับเป็นการสร้างมาตรฐานและคุณภาพที่ดีขึ้นให้แก่นักเรียนและการศึกษาของประเทศ
กระนั้นก็ดี การพิจารณาควบรวมโรงเรียนต้องให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ประเมิน รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครอง นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการตัดสินใจยุบรวมไม่ใช่คำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการแต่เป็นการตัดสินใจร่วมกัน ส่วนสถานที่โรงเรียนที่ถูกยุบไปจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นสำหรับหมู่บ้านและประชาชนในพื้นที่ได้ เล็ก หากโรงเรียนขนาดเล็กแห่งใดสามารถจัดการศึกษาได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ รัฐบาลก็พร้อมส่งเสริมให้ดำเนินการต่อไป
แนวคิดดังกล่าวกลับถูกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการหักหาญทำลายหัวจิตหัวใจของพ่อแม่และทำร้ายหัวอกของชุมชนที่สร้างโรงเรียนขึ้นมาด้วยแรงกายและแรงทรัพย์ของคนในชุมชน เพราะอยากให้ลูกหลานมีการศึกษาอ่านออกเขียนได้ แต่อยู่ดีๆ รัฐบาลเห็นว่าโรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษาไม่ดีต้องยุบทิ้ง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิการเข้าถึงการศึกษาของเด็ก ขัดแย้งกับหลักการของรัฐธรรมนูญที่รัฐต้องจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นถ้ามีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จะต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าจะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึงได้อย่างไร
ถึงแม้นโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็กได้ถูกระบุไว้ในแผนปฏิรูปการศึกษารอบสองระยะเวลา 10 ปี จาก 2553-2563 ที่กำหนดไว้ว่าจะยุบ 7,000 แห่ง จาก 14,186 แห่ง โดยเป็นแนวคิดของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาที่มองว่าโรงเรียนเหล่านั้นด้อยคุณภาพ แต่กลับมีเสียงสะท้อนจากโรงเรียนชายขอบเหล่านี้ที่มองว่าเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งที่ต้นเหตุของปัญหามาจากการที่กระทรวงศึกษาธิการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ไม่ทั่วถึงจากโรงเรียนในมือกว่า 3 หมื่นโรง ทำไปมาจนกลายเป็นขนาดเล็กไปกว่า 1.7 หมื่นโรง เพราะให้ความสำคัญแต่การดูแลพัฒนาเด็กโรงเรียนในเมือง แต่หลงลืมโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมทั้งของกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยุบโรงเรียนเล็กกำลังขยายวงกว้าง โดยองค์รวมอยากเห็นการขับเคลื่อนทางการศึกษาเป็นการสนองตอบเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เอางบประมาณเป็นตัวตั้ง ไม่ควรใช้ยาแรงในเรื่องของการประเมินผลการศึกษาที่แต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน สถานศึกษาขนาดเล็กหลายแห่งเน้นจัดการศึกษาที่มุ่งสู่รากเหง้าของตนเอง สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมและวิธีทำมาหากิน ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ยังคงมีเวลาที่กระทรวงศึกษาธิการจะตั้งวงหารือกับกลุ่มชุมชนในแต่ละพื้นที่เพื่อหาข้อมูลในการตัดสินใจร่วมกัน



