คอลัมนิสต์

เลือกตั้ง3แบบ3มุม

เลือกตั้ง3แบบ3มุม

10 พ.ค. 2556

เลือกตั้ง3แบบ3มุม : บทบรรณาธิการประจำวันที่10พ.ค.2556


              การเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซียผ่านพ้นมาได้แค่สัปดาห์เดียว ก็ถึงเวลาที่ชาวปากีสถานจะไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในวันที่ 11 พฤษภาคม ตามด้วยการเลือกตั้งทุกระดับทั่วประเทศในฟิลิปปินส์ในวันที่ 13 พฤษภาคม เห็นได้ชัดว่าการเลือกตั้งใน 3 ประเทศนี้ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่รูปแบบ วิธีการและผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนว่าการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม และไม่เสรีนั้น ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาภายในประเทศนั้นๆ ซึ่งยังเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นและความแตกแยกทางการเมือง

              การเลือกตั้งในมาเลเซียได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านต่างหันไปใช้สื่อทางเลือกใหม่ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการดึงคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ให้มาใช้สิทธิออกเสียงแทนการใช้สื่อเก่าหรือการหาเสียงด้วยวิธีการเก่าๆ  ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามคาดนั่นก็คือพรรครัฐบาลผสมที่กุมอำนาจประเทศนี้มา 56 ปีกวาดที่นั่งส.ส.ได้ 133 ที่นั่งจาก 222 ที่นั่งลดลงจากเดิม 2 ที่นั่ง แต่พรรคฝ่ายค้านนำโดยนายอันวาร์ อิบรอฮิม ซึ่งได้ที่นั่งมากขึ้นเป็น 89 ที่นั่งนั้นไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งอ้างว่ามีการโกงเลือกตั้ง

              การคัดค้านของนายอันวาร์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อสถาบันประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ และศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในมาเลเซียได้เผยแพร่รายงานร่วมกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเกือบเสรีแต่ไม่ยุติธรรม ขาดความโปร่งใสในเรื่องเงินหาเสียง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งยังพบความผิดปกติหลายอย่าง อาทิ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง หมึกป้องกันใช้สิทธิซ้ำที่ลบออกได้ง่าย การใช้กลไกของภาครัฐ และสื่อที่อยู่ในมือของรัฐ

              ส่วนการเลือกตั้งในปากีสถาน แม้จะเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากจะเป็นการถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและสามารถบริหารประเทศจนครบวาระ 5 ปีสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก แต่กลุ่มติดอาวุธตาลีบันในปากีสถาน กลุ่มเคร่งศาสนา กลุ่มแบ่งแยกดินแดนและกลุ่มก่อการร้ายต่างประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง อ้างว่าไม่เป็นไปตามครรลองอิสลาม พร้อมกับใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการขัดขวางการเลือกตั้งและข่มขู่ประชาชนไม่ให้ไปใช้สิทธิออกเสียง ทำให้ผู้นำพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อพรรคเคร่งศาสนาที่มีโอกาสขึ้นมาบริหารประเทศ  ทางการทำได้แค่ส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 6 แสนคนไปคุ้มกันหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศหลังจากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงกว่า 100 คนนับตั้งแต่เดือนเมษายน

              สำหรับการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์นั้น บรรดาตระกูลการเมืองเก่าแก่กว่า 200 ตระกูลต่างเกณฑ์ลูกหลานและเครือญาติมาลงสมัคร ไม่ว่าจะเป็นตระกูลมาร์กอสใต้การนำของนางอิเมลดา มาร์กอส ตระกูลเอสตราดา นำโดยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ทั้งนี้เพื่อจะรักษาอาณาจักรการเมืองของตัวเอง อันเป็นที่มาของฉายาของรัฐสภาว่าเป็น "สภาครอบครัว" "สภาผัวเมีย" "สภาพี่น้อง" "สภาอาหลาน" "สภาตัวแทนหรือนอมินี" ฯลฯ