คอลัมนิสต์

อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ

อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ

09 พ.ค. 2556

อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ : บทบรรณาธิการประจำวันที่9พ.ค.2556


           บรรดาค่ายผู้ให้บริการ 3 จี ในเมืองไทยต่างเริ่มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบหลังจากประมูลและได้รับใบอนุญาตไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ท่ามกลางกระแสคึกคักของผู้ใช้บริการที่ต่างเฝ้ารอคอยกันมานาน แต่ดูเหมือนว่ามีปัญหาบางประการเกิดขึ้นในเรื่องค่าบริการที่เกิดคำถามคาใจกันว่าสัญญาหรือคำประกาศของ กสทช.หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่เคยลั่นไว้ว่าการให้บริการ 3 จี จะต้องลดค่าบริการลงจากปัจจุบันหรือระบบเดิมประมาณ 15-20% แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากบรรดาเอกชนผู้ให้บริการอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ กสทช.ก็เคยขีดกรอบให้ตกปากรับคำกันไว้ในช่วงจะอนุมัติใบอนุญาตและถึงขั้นขู่โทษว่าถ้าไม่ทำตามจะระงับใบอนุญาตชั่วคราว

           ก่อนหน้านี้ กสทช.ได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนในการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ประกอบด้วย 1.จะกำกับดูแลอัตราค่าบริการทั้งประเภทเสียงและข้อมูลของบริการ 3 จี บนย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ให้ลดลงไม่น้อยกว่า 15-20% ของอัตราค่าบริการในปัจจุบัน 2.จะกำกับดูแลให้คุณภาพการให้บริการเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรฐานของคุณภาพการให้บริการ และให้มีมาตรการติดตามคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง 3.จะกำกับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผนความรับผิดชอบต่อสังคมและแผนคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการลดอัตราค่าบริการดังกล่าวจะเฉลี่ยต่อเดือน 4,571.25 ล้านบาท หรือต่อปี 54,855 ล้านบาท สรุป 15 ปีของใบอนุญาตจะมีผลประโยชน์รวม 822,825 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

           การที่ผู้ให้บริการ 3 จี ได้เปิดตัวจัดโปรโมชั่นการตลาด โดยไม่ลดอัตราค่าบริการ แต่ให้เหตุผลว่า ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งแพ็กเกจใหม่และแพ็กเกจเดิม ถ้าใช้แพ็กเกจเดิมจะได้ของแถม ส่วนแพ็กเกจใหม่จะคุ้มค่ามากกว่า 15% ตามที่ กสทช.กำหนด โดยมีทั้งการปรับลดค่าบริการและเพิ่มปริมาณอินเทอร์เน็ตผสมกันไป จึงเกิดเสียงสะท้อนว่าเป็นการตลาดแบบมัดมือชกผู้บริโภคหรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลว่าระบบใหม่จะอยู่ที่ 1 กิกะเฮิรตซ์ พูดเข้าใจง่ายๆ ก็คือไวกว่าของเดิม จึงถือว่าส่วนนี้เป็นการเพิ่มมาให้แล้วราคาค่าบริการจึงไม่ลดลง แต่ไม่ว่าเหตุผลของเอกชนผู้ให้บริการจะเป็นไปในทิศทางใด ย่อมต้องมีการตรวจสอบและพิสูจน์ให้เกิดความกระจ่าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงสุด

           นอกจากนี้ กสทช.ในฐานะหน่วยงานที่ควบคุมกำกับดูแลผู้ให้บริการ จึงต้องมีความชัดเจนในการทำหน้าที่ ไม่เช่นนั้นจะถูกครหาว่าแอบขยิบตาปล่อยให้เอกชนกอบโกยกำไรเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคได้ เพราะในช่วงการประมูลก็เกิดข้อกังขามาแล้วในเรื่องที่เอกชนเสนอราคาตั้งต้นประมูลเท่านั้น แทบไม่มีการแข่งขันเสนอราคาเลย ทำให้รัฐได้รับเงินค่าสัมปทานไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่สถาบันการศึกษาได้ทำวิจัยและกำหนดตัวเลขค่าตอบแทนไว้ ดังนั้นเมื่อ กสทช.เคยลั่นวาจาด้วยท่าทีขึงขัง อีกทั้งประกาศต่อสาธารณะไว้ด้วยว่าค่าบริการจะต้องลดลงกว่าระบบเดิม ต้องเร่งจัดการเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้น และมีคำตอบให้แก่สังคม ไม่เช่นนั้น กสทช.จะเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไม่สามารถทำงานได้ตามที่ประชาชนตั้งความหวังไว้ได้