
ต้องแยกแยะให้ได้
ต้องแยกแยะให้ได้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 พ.ค.2556
ใครก็รู้ว่าโลกออนไลน์นั้น ลงได้มีใครทำอะไรที่มันถูกใจคน หรือขัดใจคนอย่างรุนแรงแล้ว การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะทางบวกหรือลบ มันรวดเร็วและแพร่กระจายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีใครลังเลว่าจะนำมาผลิตซ้ำอีก ด้วยเพราะเกรงว่า จะหลุด หรือตกข่าว แล้วจะทำให้พลาดโอกาสที่จะนำเรื่องราวที่ว่าไปพูดคุยกับเพื่อนฝูงคนสนิท หรือไม่ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากพูดคุยด้วย
แม้จะยังพอมีอยู่บ้างสำหรับคนที่เข้ามาใช้ช่องทางนี้สื่อสารกับเพื่อนพ้องน้องพี่ หรือคนอื่นๆ ทั่วไป ดังจะเห็นได้จากการเข้าจับกุมแก๊งค้ายาเสพติด หรือแก๊งค้าอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องเพราะอาชญากรเหล่านั้น ยังเชื่อว่า ถ้าตั้งกลุ่มปิดพูดคุยกันเฉพาะกลุ่มแล้ว ไม่มีวันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบค้นตัวพวกเขาเจอ เช่นเดียวกับผู้คนบางกลุ่มบางพวกก็ยังเชื่อว่า การพิมพ์ข้อความที่สุ่มเสี่ยงต่อคดีความทั้งคดีอาญา หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็ยังมีอยู่ เนื่องเพราะมีความคิดพื้นฐานเช่นเดียวกับคนกลุ่มแรก หรืออาจเพราะคึกคะนอง เพื่อความสะใจ แต่สุดท้ายแล้วกฎหมายที่มีอยู่ก็พร้อมที่จะเข้าไปยับยั้งการกระทำผิด และจับกุมดำเนินคดี ตามที่ผู้เสียหายได้ขอให้ดำเนินการ
ในกรณีที่มีการละเมิดผู้อื่นเกิดขึ้น ก็มักจะใช้วิธีแจ้งความให้ดำเนินคดี หากว่าเรื่องที่ร้องไปเข้าข่ายหมิ่นประมาท เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะรับไว้เพื่อดำเนินคดี ถ้าเรื่องนั้นสร้างความเสียหาย เจ้าทุกข์ก็จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ส่วนจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายจะไปหักล้างกันในศาล แต่หากเป็นกรณีบุคคลสาธารณะอย่างนักการเมือง หรืออย่างที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แถลงปกป้องนายกรัฐมนตรี ที่ถูกโจมตีอย่างหนักในโลกออนไลน์ในขณะนี้ นายกฯ ก็มีสิทธิที่จะดำเนินคดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป
แต่ด้วยความที่นายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมือง ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกด่าว่า จากหลายๆ ฝ่าย อาจเป็นเพราะมาจากความชิงชังที่มีมาแต่เดิม หรืออาจเป็นเพราะการกระทำของตัวนายกรัฐมนตรีเองที่อาจจะพูดอาจจะแสดงออกไปในสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องจริง เป็นความจริง แต่การกระทำเช่นนั้นจะต้องระมัดระวังว่า "ความจริง" ที่ว่านั้นเป็นความจริงของใคร หากมีความจริงมากกว่า 1 ชุด โอกาสที่การพูดหรือแสดงท่าทีออกไปแล้วจะกลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้ง ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรเกิดขึ้นกับบุคคลที่เป็นผู้นำประเทศ
ในกรณีของรัฐมนตรีไอซีทีที่ออกมาแสดงท่าทีปกป้องนายกรัฐมนตรีด้วยการงัดเอาอำนาจมาจัดการเต็มที่ ก็อาจทำให้การโจมตีในโลกออนไลน์ลดลงได้จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธแค้นชิงชังลดลงตามไปด้วย สุดท้ายก็อาจจะไประเบิดในที่อื่น ในรูปแบบอื่น เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการหรือออกมาตรการอย่างไร ย่อมหนีไม่พ้นการวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ปัญหาก็คือแยกแยะได้หรือไม่ว่านี่คือการวิพากษ์วิจารณ์ นี่คือการหมิ่นประมาท เช่นเดียวกัน จะแยกแยะได้หรือไม่ว่านี่คือเรื่องของประเทศชาติ นี่คือเรื่องส่วนตัว



