
เผือกร้อนถอนฟ้อง'แกนนำแดง '
เผือกร้อนถอนฟ้อง'แกนนำแดง ' : ขยายปมร้อน โดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย,สมถวิล เทพสวัสดิ์
"คดีนี้ดีเอสไอไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจของอัยการได้ แต่เมื่อส่งไม้มาเราก็ต้องส่งไม้ต่อไป รับกันคนละไม้ หลักการในการสอบสวนชัดเจน ทำกันอย่างนี้มาตลอดชีวิต การเป็นพนักงานสอบสวนมาตลอดชีวิตการทำงานจะมาบิดเบี้ยวไม่ได้"
ไม่รู้ว่าคำพูดนี้ของ "พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน" รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องการสื่อผ่านไปถึงใคร ระดับไหน แต่อย่างน้อยก็ทำให้ภาพลักษณ์ของดีเอสไอถูกยกระดับความเป็นมืออาชีพในการสืบสวนทำคดีพิเศษ
ซึ่งคำกล่าวข้างต้นของ "ญาณพล" เป็นคำให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังจากเสร็จสิ้นการเป็นประธานประชุม "คณะกรรมการพิจารณาถอนฟ้องแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หลังศาลแพ่งมีคำตัดสินว่า เหตุการณ์เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อปี 2553 ไม่ใช่การก่อการร้าย และให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทน" ที่แต่งตั้งโดย "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ
คณะกรรมการชุดนี้ถูกตั้งขึ้นภายหลังจาก "นพ.เหวง โตจิราการ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.ได้นำคำตัดสินของศาลแพ่งไปยื่นต่อ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อพิจารณาสั่งการให้ดีเอสไอถอนฟ้องแกนนำ นปช.ในข้อหาก่อการร้ายปี 2553 เมื่อกลางเดือนเมษายน ที่ผ่านมา
จากนั้น "พล.ต.อ.ประชา" จึงแทงเรื่องส่งต่อไปยัง "ธาริต" ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งส่วนใหญ่คดีที่เกี่ยวโยงกับรัฐบาลมักจะเห็น "ธาริต" ทำหน้าที่รับเรื่องแทบทั้งหมด
แต่สำหรับการให้ดีเอสไอทำเรื่องถอนฟ้องแกนนำ นปช.ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เหมือนกรณีอื่น เนื่องจากดีเอสไอได้สรุปสำนวนสั่งฟ้อง และยื่นฟ้องศาลอาญาไปแล้ว!
ขณะที่กระบวนการพิจารณาเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการตามคำสั่งของ "พล.ต.อ.ประชา" ที่มอบให้ "ธาริต" พิจารณาคำร้องของ "หมอเหวง" และขอทราบผลภายใน 30 วัน
เมื่อ "เผือกร้อน" ถูกโยนมากองตรงหน้า "มือกฎหมาย" พากันกระโดดหนี
หากไล่เรียงเทียบความรู้ด้านกฎหมายในการทำคดีนี้มีหรือระดับ "อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก, "อัยการมือดี" ธาริต เพ็งดิษฐ์ และ "มือปราบ" เช่น "พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน" จะไม่ทราบกระบวนการในการสอบสวน
แต่งานนี้ "เผือกร้อน" ต้องมาลงมากองอยู่ในความรับผิดชอบของ "ญาณพล" ที่ถือว่า สายงานบังคับบัญชาถือเป็นผู้น้อยที่สุดหากเทียบกับ "รมว.ยุติธรรม-อธิบดีดีเอสไอ-รองอธิบดีดีเอสไอ" และจะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้
ดังนั้นคำกล่าวของ "ญาณพล" ที่บอกว่า "...เมื่อส่งไม้มาเราก็ต้องส่งไม้ต่อไปรับกันคนละไม้..." เป็นคำบอกเล่าที่ฉายภาพให้เห็นชัดเจน เพราะหากดีเอสไอไม่ทำอะไรเสียเลย "เจ้ากระทรวง" ก็อาจเกิดปัญหา แม้ว่าที่ผ่านมาถือว่า "ดีเอสไอ" จัดให้ตามคำเรียกร้องไปหลายเรื่องแล้วก็ตาม
เมื่ออายุราชการใกล้เกษียณ มีหรือ "ญาณพล" จะยอมให้เกียรติประวัติช่วงท้ายของชีวิตราชการต้องถูกวิจารณ์ให้เกิดรอยด่างพร้อย ในอดีตทำคดีที่หลายคนรู้จักในนาม "มือปราบไซเบอร์" ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ตเกาะติดเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน
ดังนั้นเมื่อผู้บังคับบัญชา "ธาริต" มอบหมายงานเร่งด่วนให้ทำและต้องแจ้งผลภายใน 30 วัน "ญาณพล" ก็ได้มีการประชุมคณะทำงานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาในการหารือในที่ประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
ปรากฏว่ามติในที่ประชุมเสียงเป็นเอกฉันท์ โดยดีเอสไอจะทำหนังสือรายงานต่อ "พล.ต.อ.ประชา" ให้ส่งต่อคำร้องขอความเป็นธรรมของ "หมอเหวง" ไปให้อัยการสูงสุด โดยดีเอสไอจะไม่เสนอความเห็นหรือข้อแนะนำใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นอำนาจของอัยการ ส่วนอัยการสูงสุดจะรับไว้พิจารณาหรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่
จะเห็นว่า มติเอกฉันท์ของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มี "ญาณพล" เป็นประธาน ที่เตรียมทำหนังสือรายงานต่อ พล.ต.อ.ประชา เพื่อเสนอความเห็นต่ออัยการให้เป็นดุลพินิจของอัยการสูงสุด โดยไม่มีความเห็นประกอบ
ถือเป็นมติการ "ส่งไม้ต่อ" ที่สวยงาม ไม่เปลืองตัว โดยอ้างหลักกฎหมายและประโยคที่ว่า "คดีนี้ดีเอสไอไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจของอัยการได้" เป็นคำพูดที่แสดงถึงการให้เกียรติและเคารพอำนาจของอีกฝ่าย
"คดีก่อการร้าย ดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้อง และอัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ซึ่งศาลได้เริ่มกระบวนการพิจารณาไปแล้ว มีการไต่สวนพยานไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปาก และคดีนี้หรือคดีทั่วไปที่ยื่นฟ้องต่อศาลจนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้ว ไม่ใช่ว่าอัยการจะสามารถทำความเห็นถอนฟ้องคดีได้เอง หากจะเสนอให้ถอนฟ้องคดีอาจต้องเสนอให้ศาลไต่สวน อัยการสูงสุดไม่สามารถพิจารณาคดีได้ตามลำพังในประเด็นนี้ดีเอสไอไม่ขอให้ความเห็น เพราะไม่อาจก้าวล่วงองค์กรอื่นได้"
ทั้งที่ความจริงแล้วนั่นคือการ "โยนเผือกร้อน" ส่งต่ออัยการ เพราะต่างรู้ดีว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวโยงกับเรื่องการเมืองไม่ควรถือไว้นาน
เพราะไม่ว่า "ดีเอสไอ" หรือ "อัยการ" ต่างก็มีความคิดเห็นแทบไม่ต่างกันในประเด็นการถอนฟ้องคดีที่มีความเห็นส่งฟ้องไปแล้ว โดยเฉพาะข้อหา "ก่อการร้าย" ถือเป็นคดีอาญาข้อหารุนแรงการจะถอนฟ้องจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
"ที่ผ่านมาไม่เคยมีปรากฏที่จะให้พนักงานสอบสวนถอนฟ้องในคดีที่เคยมีความเห็นสั่งฟ้อง กฎหมายกำหนดว่า หากในภายหลังปรากฏหลักฐานใหม่ ซึ่งน่าเชื่อว่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้หนักขึ้น และมากขึ้น ก็อนุญาตให้ยื่นเพิ่มเติม ไม่เคยมีปรากฏว่าให้ยื่นเพิ่มเติมเมื่อมีหลักฐานอื่นที่จะทำให้ศาลลงโทษน้อยลง" รองอธิบดีดีเอสไอ เล่าถึงประสบการณ์ในการทำคดีในอดีต
ขณะที่ "วินัย ดำรงค์มงคลกุล" อธิบดีอัยการคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ก็เห็นไปในทางเดียวกันว่า หากจะให้ถอนฟ้องก็ต้องพิจารณาด้วยว่า มีพยานหลักฐานใหม่อื่นใดที่จะมาหักล้าง หรือแสดงให้เห็นว่า การดำเนินคดีที่ได้ทำไปแล้วนั้นเกิดข้อผิดพลาด หรือไม่เป็นประโยชน์อย่างใดกับใครในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่อัยการมากว่า 30 ปี ยังไม่เคยถอนฟ้องคดีอะไร รวมทั้งคดีก่อการร้ายก็ยังไม่เคยเห็น
ขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้านโยบายปรองดองแห่งชาติ "ดีเอสไอ-อัยการ" ซึ่งเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ต้องรับ "เผือกร้อน" จะปฏิบัติอย่างไร เพื่อไม่ให้การตีความกฎหมายผิดไปจากเจตนารมณ์เดิม!
.........................
(หมายเหตุ : เผือกร้อนถอนฟ้อง'แกนนำแดง ' : ขยายปมร้อน โดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย,สมถวิล เทพสวัสดิ์)



