คอลัมนิสต์

ปรับปรุงเมืองให้อยู่สุข

ปรับปรุงเมืองให้อยู่สุข

06 พ.ค. 2556

ปรับปรุงเมืองให้อยู่สุข : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2556


            ยังคงมีเรื่องราวที่อีกหลายฝ่ายจะต้องนำไปสานต่อมากมาย หลังจากที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปี 2555 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยร่างดังกล่าวเป็นการกำหนดให้ใช้ผังเมืองรวมในท้องที่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและดำรงรักษาเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานครเอาไว้ โดยให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และสภาพแวดล้อมที่ดี มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าอยู่

            อย่างไรก็ตาม สำหรับผังเมือง กทม.ที่จะมีผลในทางปฏิบัตินับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ สำนักผังเมือง กทม.เชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบโจทย์การใช้สอยพื้นที่ให้เป็นประโยชน์และอำนวยความสุขความสงบให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าพื้นที่ที่นำเสนอมานั้นจะใช้ไปเพื่อการพาณิชย์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และนันทนาการ ฯลฯ ก็ตาม เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วยังอยู่ในอัตราส่วนอาคารต่อพื้นที่ว่าง (เอฟเออาร์) ที่เหมาะสมคือ 5 ส่วนต่อ 1 ส่วน กล่าวคือ มีสิ่งปลูกสร้าง 5 ส่วน และมีที่ว่างไว้อีก 1 ส่วน แม้ว่าในบางพื้นที่เช่น บริเวณหมอชิตของกระทรวงการคลังได้ปรับเปลี่ยนให้มีพื้นที่ปลูกสร้างได้มากถึง 10 ส่วนต่อพื้นที่ดิน 1 ส่วน แต่ก็เป็นไปเพื่อการประนีประนอมกับภาคเอกชนที่ได้ลงนามในสัญญาไปก่อนหน้า แต่ในย่านแออัด กทม.ก็ยังยืนยันในอัตราส่วนที่ 5 ต่อ 1 ถึงแม้ว่าภาคเอกชน ซึ่งต้องการปลูกสร้างอาคารสูงเพื่อธุรกิจ จะร้องขอให้ปรับสัดส่วนสิ่งปลูกสร้างให้มากขึ้นก็ตาม

            และที่ควรจะต้องติดตามและวางแผนงานรองรับกันเป็นพิเศษก็คือ การเกิดขึ้นใหม่ของศูนย์ชุมชนชานเมือง หรือที่เรียกว่า Sub City อันได้แก่ 1.ชุมชนตลิ่งชันแถบย่านถนนฉิมพลี ซึ่งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อตลิ่งชัน) 2.ย่านมีนบุรี บริเวณตลาดมีนบุรี ซึ่งเป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าสายสีส้มกับสายสีชมพู 3.ย่านถนนพระราม 2 ถนนวงแหวนตะวันตกตัดกับถนนพระราม 2 4.ย่านร่มเกล้า บริเวณแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู และ 5.ย่านถนนรามอินทราบริเวณจุดตัดถนนรัชดาภิเษก-รามอินทรา รองรับแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู

            ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจ ซึ่งได้ยื่นเรื่องการขอใช้พื้นที่ไปก่อนหน้านี้แล้ว จะเน้นในเรื่องการเร่งผุดย่านการค้าแบบครบวงจรเพื่อสนองตอบกำลังซื้อจากชุมชนแห่งใหม่ ขณะที่นักพัฒนาที่ดินได้เร่งลงมือก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยทั้งในแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) และแนวราบ (บ้านและทาวน์เฮ้าส์) กันอย่างคึกคัก อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ภาครัฐจะต้องวางแผนในเรื่องของคุณภาพชีวิตประชาชนเอาไว้ล่วงหน้าด้วย โดยเฉพาะในอีก 7 ปีข้างหน้าที่สังคมไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ขณะที่เมืองเกิดใหม่ก็จะต้องมีปัญหาตามมา ทั้งสภาพแวดล้อมและอาชญากรรม ซึ่งอีกหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีแผนรองรับนับตั้งแต่วันนี้ ซึ่งยังไม่แน่ด้วยซ้ำว่า ช้าไปแล้วหรือไม่