
คลายทุกข์...เหยื่อคดีฉกทรัพย์
คลายทุกข์...เหยื่อคดีฉกทรัพย์ : สายตรวจระวังภัย โดยทีมข่าวอาชญากรรม
ภัยใกล้ตัวมักเกิดขึ้นเสมอ หากสามเหลี่ยมอาชญากรรม "คนร้าย เหยื่อ และโอกาส" มาบรรจบพบกัน เช่นเดียวกับกรณีของนางบัวแย้ม สมรูป อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/5 ซอยเฉลียง 7 ถนนบางนา-ตราด แขวงและเขตบางนา กทม.ที่เข้าร้องเรียนกับ "ทีมข่าวอาชญากรรม" ว่า ทรัพย์สินของสามีถูกขโมยไป ประกอบด้วยนาฬิกา แว่นตา และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และกุญแจรถจะเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงที่ถอดไว้ รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 6 หมื่นบาท
นางบัวแย้มเล่าว่า ช่วงเวลา 17.00 น. วันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2556 สามีและลูกไปใช้บริการสระน้ำว่ายน้ำแห่งหนึ่ง ย่านบางนา โดยถอดเสื้อผ้าไว้ที่ห้องรับรองก่อนจะลงสระว่ายน้ำ ซึ่งก็ทำเป็นประจำทุกครั้ง กระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น. สามีและลูกขึ้นจากสระน้ำ ก็พบว่ากระเป๋ากางเกงถูกรื้อเอาทรัพย์สินไปหมด รวมถึงกุญแจรถด้วย จากนั้นวิ่งไปตรวจสอบที่รถจอดบริเวณลานจอดรถของสโมสร ก็ต้องตกใจเพราะภายในรถถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย ตรวจสอบทรัพย์สินภายในรถ ปรากฏว่า โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย และแบล็กเบอร์รี่ 2 เครื่องที่เก็บไว้ในรถถูกขโมยเกลี้ยง
ภายหลังเกิดเหตุได้ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ใกล้ทางออกลานจอดรถ คาดว่าจะสามารถจับภาพคนร้ายได้ แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง เพราะขณะนั้นไม่มีพนักงานคนใดสามารถเปิดภาพวงจรปิดได้ ต้องรออีก 2 วัน จึงกลับมาขอตรวจสอบได้ ระหว่างนั้นก็ไปแจ้งความไว้ที่ สน.บางนา และลงบันทึกประจำวันคืนเกิดเหตุ
นางแย้มเล่าอีกว่า ถึงวันเปิดทำการ เดินทางไปขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ 3 จุด คือ 1.บริเวณประตูเข้า-ออก 2.บริเวณทางออกลานจอดรถ และ 3.บริเวณด้านในลานจอด ก็พบภาพผู้ต้องสงสัยเป็นชายสวมเสื้อสีเข้ม นุ่งกางเกงขายาวขี่รถจักรยานมาจอดข้างรถ ใช้เวลาราว 1 นาที ยืนและเดินไปมาใกล้บริเวณรถ แต่เนื่องจากภาพชัดเจนที่สุดอยู่ในกล้องวงจรปิดอยู่ระยะไกล และถูกรถยนต์อีกคันบัง ทำให้เห็นได้ไม่ชัดเจนนักว่า ชายคนดังกล่าวเปิดรถเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินหรือไม่
หลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิด นางบัวแย้มได้นำไปมอบให้ร.ต.ท.สุรศักดิ์ วิลัยลักษณ์ พนักสอบสวนสน.บางนาช่วยติดตามจับกุม แต่ผู้เสียหายเกรงว่า คดีจะไม่คืบ โดยนางบัวแย้มบอกกับทีมข่าวว่า ตำรวจบอกให้กลับไปหาภาพวงจรปิดเห็นหน้าคนร้ายชัดเจนมากกว่านี้ ทำให้นางบัวแย้มเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม
ทีมข่าวอาชญากรรมได้ติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงกับ ร.ต.ท.สุรศักดิ์ โดยได้รับคำยืนยันว่า ไม่เคยพูดในลักษณะออกคำสั่งให้ผู้ร้องเรียนไปติดตามภาพกล้องวงจรปิดที่ชัดเจนมากกว่ามาให้ เพียงแต่ใช้คำพูดว่า ถ้าอยากจะไปติดต่อเองก็สามารถทำได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ดำเนินการให้ เนื่องจากวันแรกที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความนั้น ชุดสืบสวน สน.บางนาได้รับเรื่องไว้แล้ว แต่ต้องรอเวลาการลงพื้นที่ ระหว่างนี้ หากผู้เสียหายรีบร้อนและต้องการช่วยติดตามเบาะแส เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่ขัดข้อง
"ผมไม่เคยพูด ไม่เคยสั่งว่าป้าไปหาข้อมูลมาเลย ผมจะพูดได้อย่างไร เมื่อผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ตำรวจก็ต้องมีหน้าที่ เมื่อผมรับเรื่องก็ต้องส่งชุดสืบไปหาข้อมูล แต่ไม่รู้ว่า จะไปหาวันไหน แต่ถ้าป้าใจร้อนและสะดวกไปเองก็แล้วแต่ป้า ถ้าป้าไม่สะดวกจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจ ถึงอย่างไร ตำรวจก็ต้องทำ ผมยืนยันว่า ไม่มีปัญหาครับ เรื่องนี้เราทำอยู่แล้ว"
ร.ต.ท.สุรศักดิ์กล่าวยืนยันว่า หากตำรวจสืบสวนจนไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยในภาพกล้องวงจรปิดได้แล้ว สำนวนคดีก็ต้องเป็นคดีลักทรัพย์เหมือนเดิม แต่ถ้าเห็นหน้าตาของผู้ต้องสัยชัดเจน มีรูปร่าง มีคิ้ว ก็จะเสนอศาลอออกหมายจับบุคคลตามภาพ และส่งภาพนี้ให้ชุดสืบไปลงพื้นที่ติดตามหามาสอบสวนต่อไป
ล่าสุด หลังจาก "รายการสายตรวจระวังภัย" ได้เผยแพร่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายได้โทรศัพท์มาแจ้งกับทีมข่าวอีกว่า ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างดีมากในการติดตามหาตัวคนร้าย และฝากบอกว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายๆ นายช่วยเหลือประชาชนเหมือนคดีนี้
ติดตามรายการ"โรงพักระวังภัย เวลา 16.30-17.30 น."สายตรวจระวังภัย"เวลา 20.00 -21.00 น.ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ ทาง ช่องคมชัดลึก TV ทีมข่าวอาชญากรรม 0-2338-3636-7 อีเมล [email protected]
.................
(หมายเหตุ : คลายทุกข์...เหยื่อคดีฉกทรัพย์ : สายตรวจระวังภัย โดยทีมข่าวอาชญากรรม)



