
สำนึกประชาธิปไตยบทเรียนจากซูจีสู่ปู
สำนึกประชาธิปไตยบทเรียนจากซูจีสู่ยิ่งลักษณ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่3พ.ค.2556
อาจจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ผู้นำของประเทศหนึ่งซึ่งชนะการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ได้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา อีกทั้งยังอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งไปกล่าวปาฐกถาบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ให้ร้ายป้ายสีประเทศของตัวเองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างไม่ละอายใจ ชนิดที่ผู้นำโลกที่มีจิตสำนึกในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและรู้มารยาทของการเป็นผู้นำประเทศที่ดีจะไม่ทำกัน โดยผู้นำผู้นั้นก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งไปกล่าวปาฐกถากลางเวทีที่ประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่กรุงอูลันบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย วิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารพร้อมกับยกย่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายอย่างออกหน้าออกตาด้วยความจริงเพียงเศษเสี้ยวเดียว
ที่น่าละอายยิ่งกว่านั้นก็คือปาฐกถานี้ได้หักล้างปาฐกถาเปิดประชุมของผู้นำมองโกเลียที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เอ่ยปากชมว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้เตือนว่าสาเหตุที่ทำให้บางประเทศไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากรัฐบาลที่ใช้ธรรมาภิบาลในทางผิด ส่วนปัจจัยที่ทำให้หลักการประชาธิปไตยถูกคุกคามและถูกทำลายมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่าจากปัจจัยภายใน และจากภายในตัวรัฐบาลเอง ผู้นำมองโกเลียยังย้ำด้วยว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้ธรรมาภิบาลในทางที่ผิดได้บ่อนทำลายเสรีภาพและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเอื้อประโยชน์เฉพาะนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่นและเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ประชาชนเป็นผู้เสียหาย ก่อนจะตบท้ายว่ารัฐจะต้องไม่เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ แต่ต้องรับใช้ประชาชน เช่นเดียวกับกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม
การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยิ่งเทียบชั้นไม่ได้แม้สักนิดกับสำนึกถึงการมุ่งมั่นปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ซึ่งระหว่างตระเวนเดินทางเยือนประเทศต่างๆรวมไปถึงสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ หลังจากได้รับอิสรภาพเมื่อกลางปี 2554 จากที่ถูกรัฐบาลสั่งกักบริเวณนานถึง 15 ปี เธอมีแต่พูดขอร้องให้นานาประเทศให้ความช่วยเหลือพม่าทางด้านเศรษฐกิจ โดยไม่เคยออกปากโจมตีรัฐบาลทหารแม้แต่คำเดียว จนนำไปสู่การเปิดประตูประเทศ ที่สำคัญ นางซูจีย้ำอย่างหนักแน่นบนเวทีเสวนาระหว่างประเทศทุกเวทีว่าพม่าต้องค้นหาหนทางประชาธิปไตยของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับประเทศอื่นอย่างอเมริกา เพราะพม่าไม่ใช่อเมริกา อีกทั้งต้องต้องหัดเรียนรู้บทเรียนของหลายๆ ประเทศทั่วทุกมุมโลกระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย เนื่องจากต่างมีวิวัฒนาการของประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศซึ่งแต่ละประเทศมีปัญหาไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
เธอยังมีมุมมองในแง่บวกว่าการที่พม่าล้าหลังกว่าประเทศอื่น ทำให้สามารถเรียนรู้ข้อผิดพลาดของประเทศอื่นๆ กระทั่งสามารถหลีกเลี่ยงไม่ก้าวพลาดซ้ำได้ นางซูจียังประกาศชัดว่าสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแบบไม่รุนแรงเท่านั้น โดยยึดหลักของการเจรจาและประนีประนอม เราเชื่อว่าจุดยืนของนางซูจีดังกล่าว เป็นสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์พึงหัดเรียนรู้และเอาเยี่ยงอย่างบ้างหากต้องการได้รับการยกย่องเหมือนกับนางซูจี



