
ของแพงค่าแรง300ก็เอาไม่อยู่
ของแพงค่าแรง300ก็เอาไม่อยู่ : บทบรรณาธิการประจำวันที่2พ.ค.2556
เหล่าผู้ใช้แรงงานยังคงมาชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นบริเวณท้องสนามหลวง เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง "วันแรงงานแห่งชาติ" ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี ถือเป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงานที่ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในคุณภาพ ความเป็นอยู่ ตลอดจนสิทธิอันชอบธรรมที่ผู้ใช้แรงงานสมควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังจากรัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ โดยมีการยื่นข้อเรียกร้อง 11 ข้อ ต่อผู้นำประเทศ อาทิ ให้ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปฏิรูประบบประกันสังคม ยกระดับสำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ และให้สถานประกอบการโรงงานมีศูนย์เลี้ยงเด็ก เป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนกับทุกปี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเปิดงานว่า รัฐบาลมีนโยบายดูแลผู้ใช้แรงงาน ทั้งเรื่องการดูแลปัญหาการเลิกจ้าง ปัญหาแรงงานนอกระบบ และแรงงานที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ส่วนการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันถือว่ามีความเพียงพอในเบื้องต้น หากแรงงานมีฝีมือและประสิทธิภาพ นายจ้างก็พร้อมจ่ายให้ แต่ก็อยากให้มีการปรับค่าแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนที่รัฐบาลจะมีการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ก็ช่วยกระจายการจ้างงานไปทั่วประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงานให้ดีขึ้น
ในภาพรวมดูเหมือนแรงงานได้รับการดูแลมากขึ้นในเรื่องค่าจ้างพื้นฐาน 300 บาท แต่ดูเหมือนปัญหาปากท้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงานยังแก้ไขไม่ถูกจุด เพราะค่าครองชีพก็ถีบตัวทะยานขึ้นไป และนายจ้างบางส่วนนำเอาเงินสวัสดิการต่างๆ มาจ่ายรวมกับค่าจ้างหรือบางโรงงานก็มีการปิดกิจการไป แรงงานถูกเลิกจ้าง ซึ่งจากผลสำรวจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของแรงงานนั้น หากต้องการให้แรงงาน 1 คน เลี้ยงครอบครัวได้ 2 คน จะต้องได้รับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 560 บาท แต่หลังปรับขึ้นค่าจ้างปีนี้แล้ว จะไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 2 ปี ผู้ใช้แรงงานจึงมองว่า ไม่ยุติธรรม เพราะอัตราเงินเฟ้อมากขึ้นทุกปี ดังนั้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำก็ควรจะปรับขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ผลวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า ตั้งแต่น้ำท่วมเรื่อยมาจนถึงการขึ้นค่าจ้างรอบแรกและรอบที่สอง (300 บาททั่วไทย) ซึ่งมีผลกระทบค่อนข้างกว้างขวางต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งคงยังใช้แรงงานเป็นหลัก ค่าแรงจึงเป็นต้นทุนสำคัญที่เพิ่มภาระ ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นรายเล็กรายย่อยไม่มีศักยภาพในการจ่ายค่าจ้างพื้นฐานที่ปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน ประกอบกับสภาพการทำงานที่หนัก เหนื่อยไม่จูงใจ ไม่มีสวัสดิการในการทำงาน จึงเผชิญปัญหาต้นทุนสูง พร้อมๆ กับการขาดแคลนแรงงาน
แต่กระนั้น การที่รัฐบาลปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทในภาพรวมถือว่าดี แต่ 1 ปีที่ผ่านยังมีลูกจ้างอีกเกือบ 5 ล้านคน ยังได้ค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาท ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้คนงาน 6-9 คน กว่าแสนรายไปไม่รอด กระทบผู้ประกอบการหน้าใหม่เกิดยาก ผลสำรวจของกรุงเทพฯ ระบุว่า ผู้ใช้แรงงานร้อยละ 45.9 เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่เหมือนเดิม ส่วน 85.9% ให้เหตุผลว่าเพราะของแพงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและทุกฝ่ายต้องช่วยกันบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและทุกๆ อย่างให้เดินไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย



