คอลัมนิสต์

'ทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องธรรมดา'

'ทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องธรรมดา'

29 เม.ย. 2556

'ทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องธรรมดา' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์


              บ้านเมืองในปัจจุบันดูเหมือนไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมาย ขณะที่คนในสังคมก็มองการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา "รศ.วิทยากร เชียงกูล" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ต้นตอของปัญหาเกิดจากวงจรในสังคมที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ก็เน้นการบริโภค หาเงิน คิดแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลัก ปัญหาการเมืองก็สุดโต่ง ไม่มีใครยอมรับฟังความเห็นคิดของฝ่ายตรงข้าม

              "การชุมนุมประท้วงก็สุดโต่ง ไม่รับฟังความคิดเห็นของใคร ใครคิดอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่คิดว่าทำแล้วจะเป็นความผิดหรือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การเห็นข่าวอาชญากรรม หรือเกิดเหตุการณ์ฆ่าคนตาย จี้ชิงทรัพย์ กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในสังคมไปแล้ว นั่นเป็นเพราะรัฐบาล สังคม ชนชั้นนำ พรรคการเมือง สถาบันการศึกษาไม่สนใจสภาพสังคมแบบในอดีตที่มุ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ"

              นอกจากนี้ "วิทยากร" ยังมองว่า ด้านการศึกษาในปัจจุบัน มุ่งเน้นการเรียนการสอนด้านวิชาชีพ เน้นการแข่งขัน ไม่เน้นการแบ่งปัน เป็นสังคมแบบตัวใครตัวมันมากขึ้น

              แม้กระทั่งหน่วยงานที่ดูแลเรื่อง "วัฒนธรรม" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ก็มองว่า ปัญหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมฝ่ายที่ดูแลจัดการทำได้ไม่ดีพอ ไม่มองปัญหาอย่างลึกซึ้ง มองวัฒนธรรมเป็นเพียงแค่เรื่องการจัดงาน จัดกิจกรรมให้ดูยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ไม่เน้นการทำกิจกรรมที่เสริมสร้างด้านจิตใจ หรือความคิด

              "วิทยากร" มองปัญหาการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่า เป็นเรื่องของผลประโยชน์พวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน ไม่เคารพกติกาเป็นการความเคลื่อนทางการเมืองที่สุดโต่ง มีกฎเกณฑ์กติกาอยู่แล้วแต่ไม่ยอมรับ

              "กฎกติกาของเราก็เหมือนกับต่างประเทศ ขณะที่ต่างประเทศเขาเคารพกติกา แต่บ้านเราไม่ เช่น กรณีคำตัดสินของศาลเมื่อไม่พอใจการทำหน้าที่ของศาลก็ไปเสนอแก้ไขกฎหมายได้ ไม่ควรใช้วิธีการชุมนุมหรือไปข่มขู่ไม่ถูกต้อง"

              เรื่องการเสนอแก้ไขกฎหมาย "วิทยากร" มองว่า กลุ่มที่มาชุมนุมประท้วงศาล ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลก็สามารถไปยื่นให้รัฐบาลแก้กฎหมาย เพื่อแก้ไขเรื่องอำนาจศาลก็ได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว แม้จะถูกมองว่าเสียงข้างมากลากไป แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้อง และอย่างน้อยประชาชนหรือคนในสังคมจะได้ทราบว่า ทำไมต้องขอแก้ไขอำนาจหน้าที่ของศาล เพราะจะมีการอภิปรายในที่ประชุมสภากันอย่างกว้างขวาง ประชาชนจะได้รู้และเข้าใจ วิถีทางแบบนี้จะทำให้สังคมเดินหน้าไปด้วยกันได้

              "กลุ่มที่ไม่พอใจศาลก็ไปยื่นเรื่องต่อพรรคที่ตัวเองสนับสนุน เพื่อให้แก้ไขกฎหมายเสียงข้างมากในสภาทำได้อยู่แล้ว จะทำให้มีการถกอภิปรายในที่ประชุม เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงจุดดี จุดด้อยการทำหน้าที่ของศาล ถือเป็นการหารือกันอย่างเป็นทางการจะทำให้สังคมได้รับรู้รับทราบข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่อภิปราย ถือเป็นการให้ข้อมูลประชาชน ซึ่งเวทีหารือกันอย่างเป็นทางการในลักษณะนี้ปัจจุบันเกิดขึ้นน้อยมาก" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

              "วิทยากร" ยังมองการชุมนุมของประชาชนที่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็นการขับเคลื่อนโดยมีแกนนำมากกว่า เพราะประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจะชุมนุมร้องเรียกเรื่องที่มีผลกระทบต่อปัญหาปากท้องมากกว่า จึงมองว่าการชุมนุมของประชาชนบางคนที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญเป็นการเดินทางมาชุมนุมเพราะถูกชักชวนไม่ได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรก

              "คนธรรมดาไม่เรียกร้องเรื่องไกลตัวหรือเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูล คนธรรมดาส่วนใหญ่สนใจแต่เรื่องปากท้องของตัวเอง ปัญหาที่ดินทำกิน หรือเรื่องที่ถูกกระทำโดนรังแก แต่เรื่องมาชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้และเข้าใจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูล ดังนั้นการชุมนุมของชาวบ้านครั้งนี้ น่าจะมีแกนนำไปชักชวนมากกว่า" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

              การชุมนุมที่กำลังเกิดขึ้น "วิทยากร" มองว่า หากไม่รีบแก้ไขก็จะทำให้สถานการณ์แย่ลง หากศาลรัฐธรรมนูญทนไม่ไหวก็ฟ้องร้อง และเห็นว่าเรื่องนี้ผู้ที่จะเข้าห้ามปราบผู้ชุมนุมได้คือฝ่ายรัฐบาล เพราะเป็นหน้าที่ และที่สำคัญ คนที่ไปชุมนุมเป็นฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล การห้ามปราบน่าจะทำได้ เนื่องจากปัจจุบันบ้านเมืองไม่มีผู้ใหญ่คนไหนออกมาพูดแล้วได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

              ความเคลื่อนไหวนอกสภาเริ่มดุเดือด ขณะที่ความเคลื่อนไหวในสภาก็เริ่มมีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมและปรองดอง ในมุมมองของ "วิทยากร" มองว่า การจะแก้ไขกฎหมายเรื่องใดต้องอธิบายให้ประชาชนและสังคมเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการแก้ไขอย่างแท้จริง ความจำเป็นในการแก้ไขปัญหารีบด่วนแค่ไหน ทำไม ควรมีการเปิดเวทีอภิปรายแบบวุฒิภาวะ โดยนำความเห็นทั้งสองฝ่ายทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้รับทราบก่อนจะแก้ไขเป็นกฎหมาย แม้กฎหมายจะผ่านการพิจารณาของสภาก็เชื่อว่าจะมีกลุ่มที่คัดค้านสุดโต่งออกมาเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน

              จากสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ "วิทยากร" มองว่า โอกาสที่บ้านเมืองจะเกิดความปรองดองเป็นเรื่องยาก โดยมองว่าฝ่ายเรียกร้องตั้งข้อเรียกร้องสูงเกินไป ต้องการให้นิรโทษแม้กระทั่งคดีทุจริต คนเดินขบวนชุมนุมขับไล่รัฐบาล คนไม่เผาบ้านเผาเมืองยกโทษให้ได้ แต่จะให้นิรโทษคนที่ทุจริต ฉ้อฉล ถือว่าเป็นการเรียกร้องหาเหตุช่วยเหลือพวกพ้องตัวเอง ไม่ใช่เพื่อทำให้เกิดความปรองดอง

              "การปรองดองหรือฝ่ายรัฐบาลยกโทษให้ฝ่ายที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่ในบ้านเรารัฐบาลมีปัญหาเอง และสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ เช่น การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม การให้เงินช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นการที่รัฐบาลพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมลึกๆ แล้ว รัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ทำเพื่อช่วยเหลือญาติและพวกพ้องมากกว่า ในต่างประเทศรัฐบาลยกโทษให้ฝ่ายค้านเพื่อให้เกิดการปรองดอง แต่ประเทศไทยฝ่ายรัฐบาลจะออกกฎหมายนิรโทษให้ตัวเอง" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวปิดท้าย

..................

(หมายเหตุ : 'ทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องธรรมดา'  : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)