คอลัมนิสต์

ตัดไฟแต่ต้นลม

ตัดไฟแต่ต้นลม

28 เม.ย. 2556

ตัดไฟแต่ต้นลม : บทบรรณาธิการประจำวันที่28เม.ย.2556


              ปัญหาการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยนับวันจะมีแนวโน้มแรงขึ้น แม้ในปี 2555 ประเทศไทยมีคะแนนความโปร่งใสมากขึ้นกว่าปี 2554 แต่ตกอันดับลงมาจากอันดับที่ 80 ไปอยู่ที่ 88 เป็นเพราะประเทศอื่นแก้ปัญหาการทุจริตและขยับหนีประเทศไทยไปเรื่อยๆ เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียจัดการแก้ปัญหานี้ได้ดีกว่า ส่วนเกาหลีใต้มีการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพอย่างจริงจัง จนปัจจุบันตัวเลขการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศลดลงไม่ถึงร้อยละ 1 จากตัวเลขเดิมซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4-5 และที่ผ่านมาก็เคยนำตัวอดีตผู้นำของประเทศ คนใกล้ชิด และข้าราชการระดับสูงมาลงโทษไปแล้วหลายราย
 
              การคอร์รัปชั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นเรียกรับเงินใต้โต๊ะ หรือรับเงินพิเศษโครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นจากอดีตที่เรียกเพียงร้อยละ 10 ของมูลค่าโครงการ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25-30  ซึ่งจากการสำรวจความเห็นนักธุรกิจไทยเกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชั่น ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ทำให้ทราบว่าบางโครงการค่าหัวคิวโครงการก่อสร้างในต่างจังหวัดสูงถึงร้อยละ 50 ก็ยังมี ยิ่งไปกว่านั้นงานก่อสร้างของหน่วยงานราชการบางแห่งตั้งวงเงินการดำเนินงานไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริง 1 เท่าตัว ทำให้ยอดหัวคิวงานโครงการนี้มีราคาสูงถึงครึ่งหนึ่งของราคาจริง

              ขณะเดียวกัน จากการสำรวจข้อมูลยังพบว่า ตัวเลขหัวคิวงานก่อสร้างสาธารณูปโภคทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 25-30 งานจัดซื้อครุภัณฑ์ค่าหัวคิวอยู่ที่ร้อยละ 10-15 โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขหักหัวคิวปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการตรวจสอบปัญหาการทุจริตช่วงที่ผ่านมาทำได้ยาก ไม่มีใบเสร็จปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน และไม่มีใครกล้าเปิดเผยข้อมูล ทำให้ตัวเลขงบประมาณที่ไทยเสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นจำนวนสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท

              อย่างไรก็ตาม โครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลด้วยเม็ดเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดทีโออาร์น้ำรอบสุดท้ายในวันที่ 3 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ กำลังถูกจับตาและบททดสอบอย่างหนักในเรื่องของความโปร่งใส หลังถูกข้อครหาในการออกเป็นพระราชกำหนดการกู้เงินจำนวนมากหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของประชาชนกับรัฐสภา และทอดเวลามาร่วมปีแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ล่าสุดกิจการร่วมค้าญี่ปุ่น-ไทย ได้ประกาศถอนตัวจากการยื่นประมูลรอบสุดท้าย นอกเหนือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ขอไขก๊อกเช่นกัน หนำซ้ำได้มีการยื่นเรื่องให้ทั้งศาลและองค์กรระหว่างประเทศพิจารณาความไม่ชอบมาพากลในโครงการดังกล่าวด้วย

              นอกเหนือจากคนในสังคมช่วยกันเป็นหูเป็นตาแล้ว รัฐบาลก็ต้องตัดไฟแต่ต้นลมดำเนินการตรวจสอบความคลางแคลงใจของสังคมอย่างจริงจัง และเรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำมาเป็นข้อมูล ออกมาตรการต่างๆ ประกอบในการแก้ไขปัญหา ขณะที่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ก็ต้องเพิ่มแนวทางการตรวจสอบให้เข้มขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลราคางานในการก่อสร้างโครงการแต่ละโครงการ ที่ตั้งไว้มีความถูกต้องมากน้อย และราคาเหมาะสมหรือไม่ รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนมูลค่าโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด