คอลัมนิสต์

มันคือประชาธิปไตย

มันคือประชาธิปไตย

26 เม.ย. 2556

มันคือประชาธิปไตย : กระดานความคิด โดยศรุติ ศรุตา


          ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงช่วงนี้คึกคักกันมากเลยทีเดียว

          กลุ่มหนึ่งตั้งเวทีเป็นเรื่องเป็นราวที่ศาลรัฐธรรมนูญ เรียกร้องใหตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ลาออกจากตำแหน่ง เพราะเห็นว่า ใช้อำนาจแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ ภายหลังรับวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดนี้ขัดต่อบทบัญญัติใน มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้หรือไม่

          ขณะเดียวกันก็มีอีก 3 สหาย ที่เดินทางไปยื่นหนังสือให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง เหตุเพราะปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนกระทบกับการส่งออก ชาวนาขายข้าวไม่ได้ ภาคอุตสาหกรรมเจ๊ง แต่ ผู้ว่าการ ธปท.ก็ไม่ได้ลงมารับหนังสือ หรือส่งตัวแทนมารับ ปล่อยให้ขั้นตอนเหมือนกับการยื่นหนังสือตามปกติ

          สำหรับที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ มีข่าวว่าจะขนคนเสื้อแดงมาสมทบให้ดูคึกคัก ข้นคลั่ก พร้อมกับเรียกแกนนำฝีปากกล้ามาร่วมปราศรัยบนเวทีเพื่อขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติไทยอีกครั้ง ว่าพลังของมวลชนนั้นเชี่ยวกรากเสียยิ่งกว่า ทะเลคลั่งยามสึนามิสาดซัดเข้าฝั่ง

          ถือว่าเป็นแนวคิดที่ "สายบุ๋น" เขาวางไว้แต่แรกว่า เสียงของประชาชน พลังของมวลชน ไม่ว่าจะเป็นมวลชนที่มาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจริงๆ หรือเป็นตัวแทนของประชาชนในรัฐสภา ภายใต้ความเชื่อที่ว่า เมื่อเสียงส่วนใหญ่ตัดสินแล้วย่อมมีความชอบธรรม (จนบางครั้งเกิดคำถามว่า "ความชอบธรรม" นั้นอยู่เหนือกฎหมายแม่หรือไม่)

          แต่น่าสังเกตว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อมาสองสามวันแล้วนั้น กลับไม่มีแกนนำ นปช.ที่เคยขึ้นเวทีแยกราชประสงค์ ไปร่วมคณะร่วมสู้ด้วยอย่างที่ใครต่อใครคาดการณ์เอาไว้

          ช่วงเช้าๆ เรื่อยไปจนถึงสายๆ มีคนเสื้อแดงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ "เฝ้า" เวทีอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะอากาศร้อนก็เป็นเหตุผลหนึ่ง

          แต่เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ใครต่อใครเริ่ม "แหยง" ก็คือ ท่าทีที่ดูไม่ยี่หระของ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาสรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า "เก็บไว้แล้วทุกเม็ด" นั่นแหละ น่าจะเป็นประเด็นมากกว่า

          เพราะมีกรณี ก่อแก้ว พิกุลทอง ที่ต้องกลับไปท่องยุทธ์ในคุกอีกครั้งหลังออกมาแถลงข่าวพาดพิงศาล

          ปากก็เลยพาจน !

          เห็นตัวอย่างแบบจะๆ ชัดๆ กันแบบนี้ มีหรือแกนนำมากประสบการณ์และมากคดีมีอยู่ติดตัวจะเสนอหน้าออกไปให้เปลืองเนื้อเปลืองตัวอีกทำไม

          ถึงแม้ว่า งานนี้จะไม่ชัดว่า ทักษิณ ชินวัตร หนุนหลังหรือไม่ แต่ก็ชัดเจนว่า เป็นคนจุดชนวนให้มวลชนออกมาปะทะกับฝ่ายตุลาการ ด้วยเพราะเห็นว่า ศาลไปรับวินิจฉัยคำร้องว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68

          มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเกิดจากแนวคิดที่ว่า เมื่อองค์กรอิสระไม่สามารถควบคุมได้ (ไม่ว่าจะควบคุมโดย "เสียงส่วนใหญ่" หรือควบคุมโดย "อำนาจบารมี") แล้วจะมีไว้ทำไมให้เป็นหอกข้างแคร่

          ขณะเดียวกัน การชุมนุมเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและขอให้ยุติบทบาทก็หวังกันลึกๆ ว่าจะมีผลทำให้จิตใจตุลาการศาลรัฐธรรมูญบางคนเกิดหวั่นไหว แล้วก็ถอดใจในที่สุด จนทำให้องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยข้อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ข้อ

          และขณะเดียวกันอีกนั่นแหละเมื่อ อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอนธ.) โผล่มาเสนอความเห็นให้แก้ไขโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง เรื่องที่สามารถวินิจฉัยได้ โดยสอดใส่จำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มมาอีก 6 คน รวมเป็น 15 คน โดยที่คนทั่วไปก็ยังงงๆ ว่า เพิ่มมาอีกทำไม แต่ภาพรวมก็คือว่า อุกฤษ ที่บอกว่าตนเป็น "ผู้ใหญ่" นั้นมาได้ถูกจังหวะเหลือเกิน

          น่าสนใจว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีการเอ่ยถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 อันเป็นจุดกำเนิดขององค์กรอิสระทั้งหลาย

          เป็นรัฐธรรมนูญที่นักเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งหลายต่างถวิลหา และยกสารพัดเหตุผลมาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวเพื่อเอากลับมาแทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

          แต่เมื่อองค์กรอิสระที่มีอยู่ทำหน้าที่ของตนเองแต่เผอิญไปขวางการใช้อำนาจ ก็เลยบอกว่าถ่วงความเจริญของบ้านเมือง บางคนเลยเถิดไปจนถึงว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยเลยก็มี

          ถ้ามองไปที่ปลายทางของปรากฏการณ์ทั้งหมด บางคนอาจถามว่า ตกลงมันคือ "ประชาธิปไตย" หรือว่ามันคือ "การใช้อำนาจ" และเป็นอำนาจที่เริ่มพูดกันมากขึ้นทุกวันแล้วว่า โยงใยกับ "ธุรกิจ"