
ใน-นอกสภาบีบศาลรธน.
ใน-นอกสภาบีบศาลรธน. : บทบรรณาธิการประจำวันที่25เม.ย.2556
ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 แทนคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ยุบเลิกไป และมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอรรถคดีทั่วไป และมีพันธกิจหลักในการรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ สร้างบรรทัดฐานการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ สร้างความถูกต้องเป็นธรรมของระบบนิติรัฐ และรักษาความชอบธรรมของการเมืองการปกครอง และจะว่าไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่หลายสิบประเทศก็มีการจัดตั้งขึ้น และบางประเทศก็มีมานานจนเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นนำมาใช้ตาม
ศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และมีคำวินิจฉัยมาหลายคดีในช่วงที่การเมืองบ้านเรามีความแตกแยก ย่อมส่งผลกระทบต่อการเมืองบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อคำตัดสินในหลายๆ คดี เพราะไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายตนต้องการ ซึ่งไปขวางกั้นไม่ให้นักการเมืองใช้อำนาจในทางที่ผิด จึงส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อศาลและตุลาการรัฐธรรมนูญในด้านลบ เลยไปจนถึงมีข้อเสนอให้ปรับปรุงศาลรัฐธรรมนูญไปจนถึงขั้นเสนอให้ยุบทิ้งแล้วตั้งคณะตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่แทน จนสร้างแรงกดดันต่อศาลรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่อย่างมาก เพราะแม้ศาลจะพูดเสมอว่าการทำหน้าที่เป็นกลางมาตลอด แต่ฝ่ายไม่สมประโยชน์ก็ยังคงยืนท่าทีว่าศาลมีเจตนาซ่อนเร้น
ความเคลื่อนไหวในเรื่องไม่เห็นด้วยและต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญได้กินพื้นที่หลายส่วนของสังคม การขยับตัวของกลุ่ม ส.ส.และส.ว.ที่ใช้อารยะขัดขืนไม่ยอมรับอำนาจไม่ยอมส่งคำชี้แจงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ และการแก้ไขก็เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งตามข้อเท็จจริงนั้นการแก้ไขมาตรา 68 ก็เข้าข่ายว่าต้องการลิดรอนขอบเขตอำนาจของศาล เมื่อผนวกกับกลุ่มประชาชนที่ไปชุมนุมเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุติการทำหน้าที่ เท่ากับทั้งในระบบสภาและนอกสภากำลังบีบศาลรัฐธรรมนูญเดินเข้าสู่ทางตัน ทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้น จนหลายฝ่ายในสังคมเป็นห่วง เพราะไม่รู้ว่าสภาจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ศาลจะมีคำวินิจฉัยได้อย่างไร
กติกาและระเบียบของทุกองค์กรถูกตราให้เป็นช่องทางในการแก้ปัญหา จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดี ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องสามารถถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ในหลายช่องทาง สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องพึงตระหนักคือการรักษาความถูกต้องยึดหลักกติกา ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองอาจระส่ำวุ่นวายดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต และรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารประเทศต้องไม่นิ่งเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องเร่งหาหนทางคลี่คลาย การนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเท่ากับเป็นการยุยงส่งเสริม กลายเป็นฝ่ายสมรู้ร่วมคิดไปโดยอัตโนมัติ หากทุกฝ่ายต่างยึดแต่ประโยชน์ส่วนตน ใช้เสียงมากลากไป มองข้ามนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ยึดระเบียบกติกาคงเป็นเรื่องลำบากที่บ้านเมืองจะอยู่อย่างสงบสุขได้



