
ให้คนส่วนใหญ่จัดการน้ำ
ให้คนส่วนใหญ่จัดการน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556
วันที่ 3 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะเปิดให้ 6 กลุ่มบริษัทซึ่งผ่านการคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ปัญหาอุทกภัย (พีคิว) ทั้ง 9 โมดูล โมดูลละ 3 ราย นำเสนอรายละเอียดโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 291,000 ล้านบาท และภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เช่นกัน กบอ.จะประกาศผลผู้ชนะในแต่ละโมดูล ทั้งนี้เพื่อให้ทันกรอบเวลาของกระทรวงการคลังที่จะกู้เงินจำนวน 350,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการ ก่อนที่จะลงนามสัญญาก่อสร้างกับผู้ชนะตามแผนงานแต่ละโมดูลต่อไป
อภิมหาโครงการอันประกอบด้วย 9 โมดูลดังกล่าวนี้ เรียกได้ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนเกือบทั้งประเทศไทย ไล่เรียงกันตั้งแต่การสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก และ 17 ลุ่มน้ำ การจัดทำผังการใช้ที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำและจัดทำพื้นที่ปิดล้อม พื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและ 17 ลุ่มน้ำ การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานเพื่อกักเก็บน้ำหลาก ปรับสภาพลำน้ำสายหลัก และป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมน้ำยม น่าน เจ้าพระยา และในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ การจัดทำทางผันน้ำพร้อมถนนควบคู่กันไป ระบบข้อมูลพยากรณ์และเตือนภัยจากน้ำ ฯลฯ
การนำเสนอรายละเอียดโครงการบริหารจัดการน้ำอยู่ในช่วงฤดูร้อนและแล้งพอดี โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤษภาคม จะเป็นช่วงที่วิกฤติหนักที่สุด นอกจากสัมผัสได้ทางความรู้สึกแล้ว ยังมีใบเสร็จแสดงประกอบ คือตัวเลขปริมาตรน้ำสำรองในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีน้ำเหลืออยู่แค่ 54% โดยน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงเหลือเพียงแค่ 21% เท่านั้น เมื่อโฟกัสไปที่ภาคอีสานเมื่อประมาณกลางเดือนเมษายน ที่ผ่านมา จะพบว่ามีปริมาตรน้ำเหลือใช้ในการได้จริงเพียง 11% เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ พายุฤดูร้อนและน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงสงกรานต์นั้น ไม่ได้ช่วยให้ระดับน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นสักเท่าไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระดับของวิกฤติการณ์มันได้เลยพ้นจุดของการ "บรรเทา" ไปเสียแล้ว นั่นก็หมายความว่า ถ้าหากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องไปถึงเดือนมิถุนายน ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างเกินคณานับ
ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการน้ำได้แสดงความหนักใจว่า ปัญหาที่พวกเขาจะต้องประสบก็คือ การต่อต้านจากพลังมวลชน และการเวนคืนที่ดิน ซึ่งก็ไม่น่าจะเกินไปจากการคาดหมายนัก เพราะโครงการนี้กระทบกับคนหมู่มากก็จะต้องมีแรงต้านเป็นธรรมดา ขึ้นอยู่ที่ว่า กบอ.จะช่วยอธิบายต่อสังคมให้เข้าใจได้อย่างไร โดยเฉพาะการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีไอเอ-เอชไอเอ) ที่จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การนำเสนอข้อมูลการบริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัยหรือภาวะความแห้งแล้งรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้อย่างตรงไปตรงมา ฉะนั้นประเด็นที่ควรติดตามตรวจสอบและจับตาเป็นอย่างยิ่งไปพร้อมๆ กับการนำเสนอรายละเอียดของโครงการก็คือ แผนงานประชาพิจารณ์และการทำอีไอเอ-เอชไอเอ เพราะโครงการใหญ่โตขนาดนี้ประชาชนทุกพื้นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาและอนาคตของพวกเขาด้วย



