คอลัมนิสต์

สังคมโลกจับตา3.5แสนล้าน

สังคมโลกจับตา3.5แสนล้าน

21 เม.ย. 2556

สังคมโลกจับตา3.5แสนล้าน : บทบรรณาธิการประจำวันที่21เม.ย.2556


               โครงการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 3.5 แสนล้านบาท ได้สร้างความกังวลในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินงานในระยะยาว มีความเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก อีกทั้งเม็ดเงินในการลงทุนมีจำนวนมหาศาล ครอบคลุมในหลายพื้นที่ จึงเกี่ยวพันไปถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง ความปลอดภัย รวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่จะผลักดันให้โครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์เห็นเป็นรูปธรรมได้จริง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากในกระบวนการตรวจสอบจะกระทำได้อย่างครอบคลุมหรือไม่

               เป็นเหตุผลหนึ่งให้นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำทางทะเล ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือศปภ. ประกาศจะยื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติในวันที่ 22 เมษายนนี้ เพื่อขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ที่ได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5 แสนล้าน เพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยการออกทีโออาร์ในโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ใช้เงินมหาศาลดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชั่น และอาจไม่ชอบด้วยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ.2546 (UNCAC 2003)

               อนุสัญญาดังกล่าวเป็นความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตที่เป็นสากลและมีเนื้อหาครอบคลุมทุกด้านของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อันเป็นผลมาจากความพยายามของประเทศสมาชิกที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจังและเป็นระบบ ทั้งนี้อนุสัญญามีภาคีสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ลำดับที่ 149 ซึ่งการดำเนินการของรัฐบาลอาจไม่สอดคล้อง ขัดเจตนารมณ์ที่ยูเอ็นได้ประกาศไว้ในอนุสัญญา

               ยุทธศาสตร์หลักลำดับแรกที่ระบุไว้ในอนุสัญญาคือ การที่รัฐภาคีจะต้องกำหนดแนวนโยบายทางด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีเหตุผลที่ว่า หากทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักถึงภัยร้าย และความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริตตามบทบาทที่เหมาะสม โอกาสที่ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นย่อมลดน้อยลง

               ขณะเดียวกันก็จะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดจริงจังในการปราบปรามปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นแล้วควบคู่กันไปด้วย และยุทธศาสตร์ประการถัดมาของอนุสัญญาก็คือ การกำหนดให้การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญา โดยรัฐภาคีจะต้องบัญญัติกฎหมายภายในเพื่อรองรับโดยให้ครอบคลุมถึงการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศด้วย ที่ผ่านมาได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบริษัทที่ผ่านการกลั่นกรองเข้ามาดำเนินโครงการทั้งหมด 6 บริษัท ซึ่งบางแห่งไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด

               จึงนับเป็นเรื่องดีในการจัดการกับทุจริต ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงหรือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่มีผลกระทบต่อโลก วันนี้การต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลถือว่าประเทศไทยต้องร่วมกับนานาชาติในการต่อต้านการทุจริต ในฐานะอนุสัญญาสหประชาชาติการต่อต้านการทุจริต ประชาชนเองอาจจะไม่มีอำนาจหรือมีพลังน้อยเกินที่จะไปปราบปรามการทุจริต เพราะเป็นหน้าที่ของภาครัฐอย่าง ป.ป.ช. แต่ภาคสังคมสามารถทำได้ แม้จะไม่หมดไป แต่ขอให้ลดลงมาเหลือน้อยที่สุดก็ยังดี