
สื่อในภาวะวิกฤติ
สื่อในภาวะวิกฤติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 19เม.ย.2556
อุณหภูมิการเมืองโลกคลายความร้อนระอุไปชั่วขณะ เมื่อเกาหลีเหนือไม่ได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 4 และไม่ได้เปิดฉากยั่วยุด้วยกำลังอาวุธดังที่สหรัฐและพันธมิตรในเอเชียตะวันออกพยายามโหมประโคมข่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบิดเบือนข้อมูลกรณีประธานาธิบดีคิม จอง อึน เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองวันครบรอบ 101 ปีของอดีตประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ผู้สถาปนาประเทศว่าเป็นการเตรียมการก่อสงคราม จนทำให้ประชาคมโลกรวมทั้งคนไทยเกิดปริวิตกถึงขั้นยกเลิกการเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ เพราะกลัวจะเกิดสงครามขึ้นจริง ตรงกันข้าม อุณหภูมิกลับไปร้อนระอุที่สหรัฐแทน เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมอย่างไม่คาดฝันกลางงานบอสตัน มาราธอน หนึ่งในรายการวิ่งอันเก่าแก่ที่สุดของโลกจากเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 176 ราย รวมถึงเด็กชายวัย 8 ปีผู้หนึ่ง
ถ้าหากวิเคราะห์ในเชิงทหาร เหตุระเบิดครั้งนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของบรรดาเสนาธิการทหารที่มุ่งแต่เปิดแนวรบนอกบ้าน กระทั่งลืมป้องกันแนวหลัง ปล่อยให้เปิดโล่งเปิดช่องให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีได้โอกาสกระตุกหนวดเสือ ที่สำคัญทำให้สังคมเกิดปั่นป่วนขึ้นมาทันทีจากที่เคยหลงเชื่อผิดๆ ว่าปลอดภัยแล้วหลังจากนาวิกโยธินสหรัฐได้แอบบุกไปสังหารนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มติดอาวุธอัล ไกดาในปากีสถาน และเริ่มตาสว่างตระหนักถึงความจริงที่ถูกปกปิดมานาน เมื่อตำรวจและหน่วยสืบราชการลับสารภาพว่ามืดแปดด้าน เนื่องจากไม่มีเบาะแสมาก่อน อีกทั้งไม่รู้ว่าจะโทษว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใด มีแรงจูงใจอะไร เพราะต่างปิดปากสนิทไม่อวดอ้างว่าเป็นฝีมือของใครหรือกลุ่มใดเหมือนในอดีต ผลตามมาก็คือทำให้ชาวอเมริกันกลายเป็นโรคหวาดระแวงกันเองว่าเป็นฝีมือของคนแปลกหน้าชาวต่างชาติ หรือเป็นฝีมือของพี่น้องร่วมชาติ หรือเป็นพวกคลั่งศาสนาหรือเป็นฝีมือของคนข้างบ้าน หรือเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ
สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมยิ่งก็คือในช่วงที่สังคมกำลังตื่นตระหนกนั้น สื่อของสหรัฐได้รายงานข่าวนี้อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่นำเสนอข่าวที่มุ่งแต่สร้างความแตกแยกหรือความเกลียดชังในเรื่องของผิวพรรณและศาสนา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการศึกษาบทเรียนความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จากการรีบฟันธงว่าเป็นฝีมือของมุสลิมสุดโต่ง จนทำให้ชาวอเมริกันฝังใจว่าเหตุร้ายทุกครั้งเป็นฝีมือของชาวอาหรับหรือมุสลิม แม้ในช่วงหลังจะมีหลักฐานระบุชัดว่าเป็นฝีมือของคนขาวหัวรุนแรงก็ตาม
อย่างไรก็ดี สื่อตะวันตกควรจะมีสำนึกให้มากกว่านี้ว่าไม่ควรเลือกปฏิบัติการใช้จรรยาบรรณสื่อในข้อนี้ โดยควรจะใช้กรอบจริยธรรมเดียวกันในการนำเสนอข่าวต่างประเทศอย่างมีสติ มีความรับผิดชอบและปราศจากอคติในเรื่องเชื้อชาติและศาสนา ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเครื่องมือของรัฐเหมือนเช่นที่เพิ่งเกิดขึ้นกรณีมีส่วนช่วยสร้างภาพเกาหลีเหนือว่าเป็นผู้กระหายสงครามโดยไม่ตรวจสอบให้ถ่องแท้ว่ามีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด เหมือนกับลืมบทเรียนอัปยศของสื่อคราวถูกอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ปล่อยข่าวลวงโลกนับพันครั้ง จนนำไปสู่การการบุกอิรักแล้วล้มรัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน



