คอลัมนิสต์

สร้างสำนึกประหยัดพลังงาน

สร้างสำนึกประหยัดพลังงาน

18 เม.ย. 2556

สร้างสำนึกประหยัดพลังงาน : บทบรรณาธิการประจำวันที่18เม.ย.2556


             ผ่านพ้นไปเรียบร้อยหลังจากที่บริษัท โททาล เอ็กซ์พลอเรชั่น แอนด์ โปรดักชั่น เมียนมาร์ ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งก๊าซยาดานา สหภาพพม่า ประกาศปิดซ่อมบำรุง เพื่อดำเนินการย้ายและติดตั้งแท่น Flare platform ที่ประสบปัญหาทรุดตัวต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน กระทั่งค่ำของวันที่ 12 เมษายน พม่าได้เริ่มส่งก๊าซให้แก่ประเทศไทยงวดแรก โดยส่งให้โรงไฟฟ้าราชบุรีเป็นแห่งแรก จากจำนวนโรงไฟฟ้ารวม 6 แห่งที่ต้องใช้ก๊าซจากพม่าในการผลิตไฟฟ้า หลังจากการซ่อมแซมแท่นขุดเจาะเสร็จก่อนกำหนดเดิมวันที่ 14 เมษายน 

             รัฐบาลตระหนกถึงการขาดแคลนพลังงานในช่วงสั้นๆ และได้ออกมาเรียกร้องรวมใจคนไทยสู้วิกฤติไฟฟ้า โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชูนโยบาย 3 ป. ได้แก่ ปิดไฟ ปรับแอร์ ปลดปลั๊ก เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือประเดิมด้วยการลดใช้ไฟฟ้าระหว่างเวลา 14.00-15.00 น. ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงวันที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้ ทำให้ไทยมีไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้น 2,400 เมกะวัตต์ จากเดิมคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสำรอง 26,600 เมกะวัตต์ แต่ใช้ไฟจริง 24,500 เมกะวัตต์ รวมถึงบรรดาห้างสรรพสินค้าได้ออกมารับลูกประกาศเปิดช้าปิดเร็วสนองรับกันอย่างแข็งขัน

             ผลของการบริหารจัดการและมาตรการเฝ้าระวังทั้ง 8 วันที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ สามารถบริหารจัดการจ่ายไฟฟ้าสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ตลอด อีกทั้งระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ไม่มีปัญหาไฟตก ไฟดับ ทั้งนี้ เป็นเพราะความตระหนักและความร่วมมือในการประหยัดไฟฟ้าจากทุกภาคส่วน ทำให้เรามีปริมาณไฟสำรองเพียงพอ ประกอบกับอุณหภูมิอากาศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการคาดการณ์ว่าจะร้อนระอุกลับไม่เป็นตามคาด ทำให้การใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในช่วงวันดังกล่าวไม่สูงตามที่คาดไว้เดิมไปด้วย
 
             ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่เคยเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานอย่างแท้จริง ซึ่งสัญญาณครั้งแรกที่มีการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนช่วยกันอนุรักษ์พลังงานเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2510 โดยการรณรงค์ให้ปิดโทรทัศน์ในช่วงค่ำ จากนั้นเป็นต้นมาปริมาณการใช้พลังงานได้เติบโตไปอย่างต่อเนื่องตามเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ปกติ แต่ที่แย่คือ อัตราการใช้พลังงานสูงกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราส่วน 1.4 ต่อ 1 และในปีที่ผ่านมานำเข้าพลังงานมูลค่า 1.3-1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

             ยังไม่สายที่คนไทยทุกภาคส่วนจะสร้างจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานอย่างจริงจังเสียที อย่าฉาบฉวยเพียงแค่ช่วงที่จะเกิดวิกฤติให้ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่ต้องมีการรณรงค์และปลูกฝังจนกลายเป็นนิสัยให้คนรุ่นหลังให้เห็นคุณค่าด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากในชีวิตประจำวันจากบ้าน ที่ทำงาน และอื่นๆ เพราะนอกจากจะช่วยประเทศชาติและช่วยประหยัดเงินค่าไฟฟ้าได้แล้ว ยังเป็นการลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก อันเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอีกด้วย