
เสิ่งที่หายไปในโครงการเช่ารถเมล์
เป็นไปตามคาดหมายทุกประการเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้ตีกลับโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันมูลค่า 64,885 ล้านบาท ของกระทรวงคมนาคม พร้อมกับมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นำเรื่องไปศึกษาหาแนวทางในการจัดซื้อหรือเช่ารถเมล์ภายในเวลา 1 เดือนก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งเท่ากับช่วยหาทางลงที่สวยงามให้นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งยังคงไม่สามารถตอบคำถามหลายคำถามที่ยังคาใจประชาชนได้
ช่วงหนึ่งเดือนนับจากนี้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวหาของนายโสภณหรือไม่ที่ว่าคณะรัฐมนตรีถูกกระแสการเมืองและกระแสสังคมกดดันให้ต้องตีกลับโครงการนี้โดยไม่มีเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นหรืออภิมหาโกงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เสียงของประชาชนถูกทำให้กลายเป็นเสียงเงียบแม้ว่าจะเป็นผู้จ่ายภาษีและเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงจากโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีที่แพงมหาศาล ในฐานะที่อาจถูกมัดมือชกให้ต้องจ่ายค่ารถเมล์แพงถึง 30 บาท
อีกสิ่งหนึ่งที่หายไปและเป็นหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะต้องค้นหาคำตอบให้ได้ก็คือความโปร่งใส นับตั้งแต่ต้นนายโสภณไม่เคยตอบคำถามตรงๆ ว่าเหตุใดจึงยืนยันว่าการเช่าเป็นวิธีที่เหมาะสม ทั้งๆ ที่อาจจะมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าแถมยังประหยัดงบประมาณได้มากกว่า อาทิ การเช่าซื้อหรือซื้อขาดหรือการให้สัมปทาน เป็นต้น หรือเหตุใดจึงต้องตั้งงบประมาณซ่อมบำรุงรถถึงวันละ 2,250 บาทนับตั้งแต่วันแรกที่รถเมล์เอ็นจีวีเริ่มให้บริการ ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าเช่ารถเมล์เพื่อนำมาวิ่งหรือเพื่อซ่อมกันแน่
สิ่งที่หายไปอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นหน้าที่ของสังคมรวมทั้งสื่อที่จะต้องเจาะลึกค้นหาความจริงมาตีแผ่ให้ได้ก็คือเรื่องของการอ้างสถิติตัวเลขต่างๆ อาทิ ตัวเลขของผู้ใช้รถเมล์ในแต่ละวัน อันเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่นักการเมืองมักนำมาใช้ เพราะนอกจากจะทำให้ดูน่าเชื่อถือแล้ว ยังเป็นเพราะตระหนักดีว่าคนไทยไม่ชอบตรวจสอบเรื่องตัวเลขว่าถูกต้องมากน้อยเพียงใด เหมือนในยุคที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยก็ชอบยกตัวเลขมาอ้างให้คนหลงเชื่อมานานกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ตัวเลขจริง
เราเชื่อว่าหากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสามารถเปิดเผยความจริงที่ซ่อนเงื่อนอยู่หรือความจริงที่หายไปท่ามกลางกระแสการเมืองเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารมากที่สุด ประชาชนคงจะเป็นผู้ตัดสินได้ดีที่สุดว่าจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองและประเทศชาติด้วยวิธีการใด



