
การเมืองมาเลย์จะพลิกผันกระทบไทย
การเมืองมาเลย์จะพลิกผันกระทบไทย : คอลัมน์ โลกสาระจิปาถะ โดย... กวี จงกิจถาวร
�
��������� การเลือกตั้งครั้งที่ 13 ในมาเลเซีย วันที่ 5 พฤษภาคม จะส่งผลกระทบกระเทือนอย่างมหาศาลต่ออนาคตการเมืองภายในประเทศ และอาเซียน รวมทั้งสถานการณ์ชายแดนสามจังหวัดภาคใต้ของไทย
�
��������� พรรคอัมโน (United Malay Nationals Organization--UMNO) ครองอำนาจมาเป็นเวลา 57 ปีติดต่อกันไม่ขาดสาย หลังมาเลเซียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ เรียกได้ว่ามาลเซียมีพรรคปกครองเพียงพรรคเดียวมาตลอดไม่มีขัดตอนไม่มีฝ่ายค้าน ซึ่งเหมือนกับพรรคพีเอพีของสิงคโปร์ ไม่มีพรรคฝ่ายค้านหน้าไหนสามารถเอาชนะพรรคอัมโนได้
�
��������� การเลือกตั้งครั้งนี้มีความไม่แน่นอน ฝ่ายค้านที่เรียกตัวเองว่า ปากาตัน รักกัด (Pakatan Rakyat) ของ อดีตนายกรัฐมนตรีอันวา อิบรอฮิม อาจจะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาได้เป็นครั้งแรก แน่นอนที่สุด ในเวลานี้ การทำนายว่าพรรคอัมโนจะแพ้จะไม่ค่อยมีคนเชื่อเท่าไร
�
��������� คนทั่วไปเชื่อว่พรรคอัมโนอาจจะได้ที่นั่งน้อยลงกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ไม่ถึงกับแพ้หลุดลุ่ย ผลออกมาในลักษณะนี้ ถึงแม้นว่าพรรคอัมโนไม่เสียแชมป์ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ก็อยู่ไม่ได้ มีการท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแน่นอน
�
��������� คนมาเลเซียส่วนใหญ่ตอนนี้มีรายได้ดีขึ้น (ในอาเซียนอยู่ที่อันดับสามรองจากสิงคโปร์และบรูไน) กว่าสมัยยี่สิบปีก่อน ทางรัฐบาลออกนโยบายกีดกันเพื่อช่วยคนพื้นเมืองโดยเฉพาะ ให้ผลประโยชน์คนมาเลเซียอย่างเดียว สร้างความเจ็บใจให้คนจีนและอินเดียเป็นอันมาก ทำให้คนมีความรู้หนีออกนอกประเทศ
�
��������� ตอนนี้ คนมาเลย์เหล่านี้ได้กลายเป็นฐานคะแนนให้ฝ่ายค้านแบบไม่เคยมีมาก่อน ที่น่าสนใจคือ การเมืองมาเลเซียมีพลวัตสูงขึ้น เดี๋ยวนี้จะเอาประเด็นความแตกต่างในเชื้อชาติมาเป็นข้อต่อรองและเรียกคะแนนนิยม ขณะนี้ทำไม่ได้อีกแล้ว ลึกๆ คนมาเลเซียไม่ชอบให้ใครมาแบล็กเมล์กันโดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกับการเมืองไทยจะเห็นว่าการเมืองมาเลย์ก็ใช้วิธีสร้างความกลัวให้ประชาชน โดยมักจะเน้นในประเด็นที่ว่าถ้ามีอัมโน อนาคตประเทศจะหยุดชะงักเป็นต้น
�
��������� มาเลเซียเป็นประเทศที่มีคนหนุ่มสาวเยอะ และในปัจจุบันบรรดาวัยรุ่นที่สามารถลงคะแนนเป็นครั้งแรกนั้นมีประมาณ 3.2 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนสูงพอสมควร คนรุ่นใหม่เหล่านี้เบื่อการเมืองแบบเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นและเล่นพรรคเล่นพวก พวกเขาเหล่านี้อยากเห็นการเมืองที่สะอาดกว่าเดิมและมีคนหนุ่มสาวมากขึ้น ในประเด็นฝ่ายค้านมีคะแนนนิยมสูงกว่า
�
��������� ถ้านายกรัฐมนตรีนาจิบไม่สามารถรักษาตำแหน่งได้ กระบวนการเจรจาสันติภาพภาคใต้ของไทยอาจจะหยุดชะงักลง ที่ผ่านมาทั้งนาจิบและทักษิณได้เจรจากันแบบลับๆ และมีการขอให้ทางมาเลเซียช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในภาคใต้ ฉะนั้นต้องถือว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวและติดต่อกันระหว่างสองผู้นำ ขณะนี้การเจรจายังดำเนินต่อไป ยังไม่มีวี่แววของผลระยะไกล
�
��������� รัฐบาลมาเลเซียรู้ดีว่าคนสองสัญชาติไทย-มาเลเซีย มีมากกว่าสามแสนคนที่เดินทางเข้าออกตามชายแดนเป็นประจำทุกวัน บางคนเป็นพวกสมรู้ร่วมคิดกับขบวนในสามจังหวัดภาคใต้ พยายามจีบและชนใจคนสองชาติกลุ่มนี้
�
��������� ตลอดเวลาที่ผ่านมา มาเลเซียชอบฉายเดี่ยว ทำในสิ่งที่รัฐบาลตัวเองเห็นชอบและมักเป็นพวกขวานผ่าซาก สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด ผู้นำคนนี้ด่าผู้นำโลกตะวันตกแทบทุกวันเรียกร้องให้ประเทศเอเชียช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตอนนี้สิ่งที่นายกฯ มหาธีร์พูดถึงและเคยเรียกร้องในอดีตเมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้กลายเป็นเวทีเออาร์เอส หรือ East Asia Summit
�
��������� ถ้ามาเลเซียเป็นประชาธิปไตยเต็มใบเมื่อไร มันจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อภูมิภาคอาเซียนแน่นอน ซึ่งตอนนี้กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
.....................................
(หมายเหตุ การเมืองมาเลย์จะพลิกผันกระทบไทย : คอลัมน์ โลกสาระจิปาถะ โดย...� กวี จงกิจถาวร)



