
เร่งปลูกฝังค่านิยมใหม่
เร่งปลูกฝังค่านิยมใหม่ : บทบรรณาธิการประจำจันทร์ที่ 15 เมษายน 2556
สถิติอุบัติเหตุทางถนนรายงานโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประจำวันที่ 11 เมษายน ซึ่งเป็นวันแรกของ "7 วันอันตราย" และการรณรงค์โครงการสงกรานต์เป็นสุข ทุกคนปลอดภัย ร่วมใจรักษาวัฒนธรรม ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น 326 ครั้ง โดยเมื่อปีที่แล้วเกิดขึ้น 343 ครั้ง ลดลง 17 ครั้ง หรือร้อยละ 4.96 แต่สำหรับปี 2556 นี้กลับมีผู้เสียชีวิตถึง 39 คน ขณะที่เมื่อปีก่อนเสียชีวิต 30 คน เพิ่มขึ้น 9 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 แม้ว่าจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ 342 คน จะลดลงจากเมื่อปี 2555 ที่มีผู้บาดเจ็บ 375 คน หรือลดลง 33 คน หรือลดลงร้อยละ 8.80 ก็ตาม ยิ่งกว่านั้น ครั้นพอวันรุ่งขึ้น 12 เมษายนซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการทำงานและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ปรากฏว่า มียอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสะสมมากถึง 101 คนเจ็บ 838 คน
นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมบอกว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 29.14 ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 21.17 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 78.48 รถปิกอัพ ร้อยละ 11.52 พฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 22.83 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 59.82 บนทางหลวงแผ่นดิน ร้อยละ 46.63 ถนน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 30.06 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ 16.01-20.00 น. ร้อยละ 31.60 ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน ร้อยละ 55.9
คำว่า 7 วันอันตรายถือเป็นโครงการคู่ขนานเทศกาลหยุดยาวอย่างส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และสงกรานต์มานานมากแล้ว แต่ผลของการรณรงค์กลับไม่สัมฤทธิผลเท่าที่คร ซ้ำร้ายกลับมีแนวโน้มความรุนแรงของอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นด้วย สาเหตุก็รู้กันอยู่คือ เมาสุรา และทำผิดกฎหมายจราจร พูดง่ายๆ ก็คือมาจากความประมาท ไม่รักตัวกลัวตายกันสักเท่าไรนั่นเอง นั่นก็เพราะว่า วิถีของการเฉลิมฉลองในห้วงเวลาที่ครอบครัวพ่อแม่พี่น้องได้มีโอกาสมาพบสังสรรค์กันนั้นมักมีเครื่องดื่มของมึนเมาเข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศให้สนุกคึกคักกันมากขึ้น ซึ่งนอกจากภาครัฐจะไม่สามารถหยุดยั้งการดื่มได้แล้ว ทำไปทำมาเหมือนว่าการกวดขันเมาขับจะล้มเหลวไปด้วย โจทย์จึงอยู่ที่ว่า เราควรจะรณรงค์กันอย่างไรเพื่อให้ความเชื่อผิดๆ และการทำตามๆ กันอย่างที่ผ่านมานั้นลดลงและหมดไป
ต้องยอมรับว่า สังคมไทยทุกวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่สังคมทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ นั่นหมายถึงการมุ่งผลิตและการบริโภค ซึ่งเป็นปฐมบทให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปด้วย อาการเร่งรีบแก่งแย่งแข่งขัน ยื้อแย่งพื้นที่สาธารณะในหลากหลายรูปแบบ แสวงหาความสุขสนุกสนานกันเพียงชั่ววูบเพื่อให้สามารถสนองตอบกับความเร่งร้อนและวันหยุดยาวที่อันแสนสั้นเมื่อเทียบกับชั่วโมงทำงานตลอดทั้งปี ดังปรากฏตัวเลขผู้เสียชีวิตร้อยละ 55.9 อยู่ในวัยทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขกระตุ้นให้คนในสังคมขาดการยั้งคิด ซึ่งไม่มีทางออกอื่นใดที่ดีไปกว่าการสร้างค่านิยมใหม่ในเทศกาลสำคัญ โดยเน้นการปลูกฝัง สร้างความเข้าใจใหม่กันตลอดทั้ง 365 วัน ไม่ใช่เพียงแค่ 7 วันอันตรายเท่านั้น



