
'สีลมกับราชประสงค์'เพื่อนสนิทที่แตกต่างกัน
'สีลมกับราชประสงค์'เพื่อนสนิทที่แตกต่างกัน : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ [email protected]
เมื่อเมษายนและพฤษภาคมมาเยือน คนกรุงเทพฯ ก็มักจะนึกถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณราชประสงค์กับสีลม ปัจจุบันวันเวลาผ่านไปถึง 3 ปีแล้ว ราชประสงค์กับสีลมก็เติบโตและยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น “ราชประสงค์” ดูดีสวยงามจับตาจับใจ ในขณะที่ “สีลม” แต่งเนื้อแต่งตัวพอประมาณ อะไรทำให้เพื่อนสนิทคู่นี้แตกต่างกัน อะไรที่ทำให้ “คนไทย” มองราชประสงค์กับสีลมแตกต่างกัน
ทั้ง “สีลม” และ “ราชประสงค์” นั้นดูเสมือนจะคล้ายคลึงกันในฐานะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วแตกต่างกันมาก ราชประสงค์มีแต่ตึกงามสูงสง่าที่ไม่มีใครอยู่อาศัยถาวรที่มีความผูกพัน นอกจากผู้มาพักโรงแรม ผู้มาทำงานชั่วคราว เจ้าของธุรกิจเหล่านี้ก็มีบ้านพักอยู่ในย่านอื่น ราชประสงค์จึงเสมือนกับตึกที่สวยงาม แต่ไม่มีจิตวิญญาณสิงสู่อยู่
สีลม เป็นทั้งที่ทำงาน, ตึกพักอาศัย, ตลาดริมถนนกลางคืนที่ลือชื่อไปทั่วโลก, แผงลอยอาหารทะเล 24 ชั่วโมง, แหล่งบันเทิงชื่อกระฉ่อน, กลุ่มผู้ดีมุสลิม, โรงแรมทมิฬฮินดู ฯลฯ มีคนหาเลี้ยงชีพสุจริตสิงสู่อยู่ตลอดถนนสีลมและซอยเล็กซอยน้อยมากกว่า 3 หมื่นคน มีผู้พักอาศัยอยู่จริงๆ ถึง 5,000 คน
สีลม จึงมีชีวิตชีวาตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งคนจน, คนรวย, มุสลิม, จีน, แขก, พม่า, ญี่ปุ่น, ฝรั่ง อยู่ร่วมกันอย่างแปลกประหลาด ภายใต้ความจงรักภักดีต่อในหลวง, ความรักชาติและความเอื้ออาทรแบบไทยๆ สีลมจึงเหมือนตัวแทนของคนรักชาติ รักแผ่นดิน และมีชีวิตจิตใจ สีลมยืนหยัดต่อต้านคนโกงชาติ โกงแผ่นดินมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ดังนั้นทุกครั้งที่สีลมถูกรังแก ผู้คนจึงหลั่งไหลมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายเพื่อให้กำลังใจ เพื่อแสดงออกถึงความรักในหลวงและประชาธิปไตย ไม่เคยปล่อยให้สีลมโดดเดี่ยวอีกเลย
ราชประสงค์ เป็นทั้งย่านศูนย์การค้าที่สำคัญและยังเป็นสถานที่ประดิษฐานศาลเทพเจ้าหลายองค์ตามคติความเชื่อแบบฮินดูหรือพราหมณ์ด้วย ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ โดยเฉพาะชาวเอเชียได้แวะเวียนมากราบไหว้บูชาอธิษฐานขอพรในเรื่องต่างๆ มากมายจนได้รับการขนานนามว่า “สี่แยกเทพเจ้า” เริ่มจากเทพเจ้าที่ผู้คนนับถือและนิยมมาไหว้สักการะขอพรมากที่สุดก็คือ “พระพรหม” ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนหน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ถ้าเดินต่อไปทางชิดลมจะพบ “พระอินทร์” หรือ “ท้าวอัมรินทราธิราช” ซึ่งมีพระวรกายสีเขียวหยกเข้ม มีพระเนตรพันดวง ใช้วัชระ หรือสายฟ้าเป็นอาวุธ ประดิษฐานอยู่หน้าห้างอัมรินทร์พลาซ่า ฝั่งตรงกันข้าม ที่หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล จะเจอกับ “พระนารายณ์ทรงสุบรรณ” ซึ่งเป็นพระนารายณ์ในภาคของพระวิษณุขณะทรงสุบรรณหรือทรงครุฑ ซึ่งเป็นรูปเคารพสีดำสนิท มี 4 กร ถืออาวุธต่างๆ กัน นอกจากนั้นภายในห้างเกษรพลาซ่าที่ดาดฟ้าของชั้น 4 ยังเป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระลักษมี” พระชายาของพระนารายณ์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีสิริโฉมงดงามและมีอิทธิฤทธิ์ไม่แพ้เทพองค์ใดในโลกนี้
ข้ามมาทางฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์ จะพบกับ “องค์พระตรีมูรติ” ที่เชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ประทานพรในเรื่องความรัก ถ้ามีเวลาว่าง เดินไปดูจะพบกุหลาบสีแดงลอยเต็มสระน้ำรอบพระองค์ท่าน จากผู้ที่ศรัทธานำดอกกุหลาบสีแดงมาไหว้ท่านอย่างมากมาย (เดิมท่านอยู่ที่หัวมุมห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ตรงข้ามกับ “พระพรหม” ปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ด้านประตูน้ำ) ที่ด้านข้างของพระตรีมูรติเป็นที่ประดิษฐานของ “องค์พระพิฆเนศวร” ที่ผู้คนนับถือในฐานะเทพแห่งศิลปะวิทยาการ, เทพผู้บันดาลความสำเร็จ, เทพผู้ขจัดอุปสรรคและผู้ปกป้องคุ้มครองจากภยันอันตรายอีกด้วย
ทางฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเทพเจ้าอีกหนึ่งองค์ คือ “พระนารายณ์ประทับยืนบนพญาอนันตนาคราช” องค์สีดำประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำ เป็นที่เคารพนับถือของเหล่าตำรวจทั้งหลายเป็นอย่างมาก ซึ่งหากดูดีๆ แล้วก็ถือได้ว่าทั้ง 4 ด้านของแยกราชประสงค์ล้วนเป็นที่ตั้งของเหล่าทวยเทพที่ผู้คนนิยมเคารพนับถือทั้งสิ้น
เมื่อเดือนเมษายน ปี 2553 บริเวณสี่แยกราชประสงค์แห่งนี้ได้ถูกกลุ่มเสื้อแดงยึดพื้นที่ใช้เป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมืองเป็นเวลานานเกือบ 2 เดือน กว่าที่ “ราชประสงค์” จะได้อิสระกลับคืนมาก็แทบล้มประดาตาย ปัจจุบันเดือนเมษายนและพฤษภาคมกำลังมาถึงอีกแล้ว พร้อมด้วยการกลับมาชุมนุมระลึกถึงวันเก่าๆ ของกลุ่มเสื้อแดง แม้ว่าการชุมนุมครั้งนี้จะไม่กระทบอะไรกับราชประสงค์มากนัก แต่คนกลุ่มหนึ่งในราชประสงค์ซึ่งพยายามจะสร้างราชประสงค์ให้มีชีวิตจิตใจเหมือนกับสีลมให้ได้ก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ต้องปล่อยไปตามวิถีทางของมัน
มาลองคิดดูว่า ทำไม “คนเสื้อแดง” มาที่สีลมถึงถูกต่อต้าน ขว้างปาสิ่งของลงมาจากตึกเป็นประจำ แต่ที่ “ราชประสงค์” จะทำอะไรก็ได้ตามสบาย เพราะราชประสงค์ไม่เคยสู้อะไรจริงจังแบบสีลม ไม่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจริงๆ ระหว่างคนในราชประสงค์ด้วยกันเอง เหตุนี้ราชประสงค์จึงเปลี่ยนสีสันไปตามการเมือง การเมืองเหลืองราชประสงค์ก็เหลืองด้วย การเมืองแดงราชประสงค์ก็แดงด้วย ราชประสงค์ในสายตาของ “เทพเจ้า” ทั้งหลายจึงดูน่าสงสาร เหลือกำลังที่ “เทพเจ้า” จะลงมาช่วยปกป้อง คงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมจนกว่าราชประสงค์จะมีแนวทางของตัวเองที่เด่นชัด เมื่อไรที่ราชประสงค์มีคนที่มาร่วมเป็นร่วมตายด้วย ราชประสงค์ก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา คนชั้นกลางที่แน่นสยามสแควร์ก็จะมาเยี่ยมเยือนราชประสงค์มากขึ้น เมื่อ “คน” มา “เทพเจ้า” ทั้งหลายก็จะวางเฉยไม่ได้ คงจะต้องช่วยเหลือราชประสงค์ให้มีคนมากขึ้นมากขึ้นตามไปด้วย



