
มองด้วยปัญญาและแง่มุมใหม่
ปัญหาใหญ่ๆ ที่ชาวโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ การขาดแคลนพลังงาน การจัดการกับขยะปริมาณมหาศาล และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ซึ่งทั้ง 3 อย่างดังกล่าว ล้วนมีที่มาจากการพัฒนาอย่างเร่งรีบและความเจริญแบบก้าวกระโดดในช่วงหลังสงครา
ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่โลกใช้เวลานับล้านๆ ปี ในการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชพันธุ์ และมนุษย์รุ่นแรกๆ ก็ใช้เวลาหลายพันปีในการวิวัฒนาการชีวิตความเป็นอยู่ จากมนุษย์ถ้ำ สู่มนุษย์ทุ่ง และมนุษย์ถิ่นฐาน แต่ที่เหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้น ก็คือมนุษย์เองกลับใช้เวลาเพียงช่วงไม่ถึง 100 ปีหลัง ในการทำลายโลกและสรรพสิ่งบนโลก
เราคงไม่สามารถคำนวณได้ว่า ในค่อนศตวรรษที่ผ่านมา มีสัตว์และพันธุ์ไม้นานาชนิดสูญสิ้นไปด้วยน้ำมือของมนุษย์ในยุคเราเป็นจำนวนเท่าไหร่ และเราก็คงไม่อาจนับได้เหมือนกันว่า เราได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และความงดงามของธรรมชาติลงไปแล้วมากมายขนาดไหน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เสียไปแล้วเหล่านั้น คงไม่มีทางที่จะทำให้คืนกลับมาได้ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ ก็คือการรักษาสิ่งที่ยังเหลืออยู่ หรืออย่างน้อยก็ชะลออายุของมันไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ย้อนกลับมาถึงปัญหาของชาวโลกที่ผมเกริ่นไว้แต่ต้น เป็นที่ทราบกันดีว่าปิโตรเลียมซึ่งเป็นพลังงานหลักในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การขนส่ง การผลิตกระแสไฟฟ้า และให้ความอบอุ่นนั้น มีเหลืออยู่ในโลกนี้ในปริมาณที่จำกัด และก๊าซธรรมชาติก็คงจะมีปริมาณสำรองอีกไม่มากนัก ขณะที่ความต้องการปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พลังงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ กระแสน้ำในทะเล แรงลม และอื่นๆ ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้แทนที่ปิโตรเลียมได้เต็มที่ นั่นก็หมายความว่า ในเวลาอีกไม่นานเกินรอ ชาวโลกก็จะต้องประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาใหญ่ถัดไปคือขยะ หากคำนวณโดยหลักง่าย ๆ ว่า มนุษย์แต่ละคนก่อให้เกิดขยะและปฏิกูลในรูปต่างๆ อย่างเบาะๆ ประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อวัน เมื่อคูณด้วยจำนวนประชากรทั้งโลกก็จะเป็นปริมาณที่คุณอาจคิดไม่ถึง ลำพังเมืองไทยเอง วันหนึ่งๆ ก็น่าจะมีขยะเกิดขึ้นใหม่ร่วม 30 ล้านกิโลกรัม เข้าไปแล้ว
จากปัญหาพลังงาน และขยะ ก็ส่งผลเชื่อมโยงถึงปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อมโดยตรง คุณคิดว่าโลกเราจะสดสวย และมีอากาศบริสุทธิ์ มีน้ำที่ใสสะอาด มีอาหารที่ปลอดการปนเปื้อน เหมือนสมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าหรือครับ ถ้ามีการใช้ยวดยานพาหนะแน่นพื้นถนน มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงยากำจัดวัชพืชในเรือกสวนไร่นา มีขยะที่กองเป็นภูเขาเลากา และอุดตันท่อระบายน้ำ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคต่างๆ เช่น หนู แมลงสาบ แมลงวัน และยุง
ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา หากยังคงมองปัญหาในมุมมองเดิมๆ แต่ถ้าหากมองมันด้วยปัญญาและแง่มุมใหม่ เราก็อาจจะพบกับขุมทรัพย์ก็ได้ เช่นจากขยะ 30 ล้านกิโลกรัม แท้จริงแล้วคือทองคำ 30 ล้านกิโลกรัม หากเราสามารถบริหารจัดการกับมันอย่างมีประสิทธิภาพ ขยะบางส่วนเมื่อผ่านกระบวนการแล้วก็คือพลังงานชีวภาพ ที่นำมาทดแทนพลังงานจากปิโตรเลียมได้ในระดับหนึ่ง และยังช่วยลดมลพิษในอากาศ ขยะบางส่วนสามารถนำมารีไซเคิล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดการนำเข้าวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม และขยะบางส่วนเมื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือยากำจัดแมลงแบบธรรมชาติก็จะช่วยฟื้นฟูพื้นดินและให้ผลผลิตที่ปลอดสารพิษ
ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าเราสามารถนำขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดังกล่าว ก็เท่ากับเราสามารถแก้ปัญหาใหญ่ 3 ข้อดังกล่าว ไปได้พร้อมๆ กัน - ว่าแต่เมื่อไหร่ รัฐบาลจะลงมือทำสักทีล่ะครับ?



