คอลัมนิสต์

ถามสังคมแก้ก.ม.สถานบันเทิง

ถามสังคมแก้ก.ม.สถานบันเทิง

11 เม.ย. 2556

ถามสังคมแก้ก.ม.สถานบันเทิง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 11 เม.ย. 2556

               นโยบายที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลมีแนวคิดเสนอกระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎหมายสถานบันเทิง โดยจะขยายเวลาปิดถึงตี 4 เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่จะมาถึงในปี 2558 พร้อมกับเล็งพื้นที่จัดโซนนิ่งใหม่ให้เป็นฟรีโซน โดยมีเหตุผลว่า ปัจจุบันมีปัญหาอย่างหนัก เมื่อมีสถานบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต และที่ได้รับอนุญาตดำเนินกิจการผิดประเภทที่ระบุไว้ในใบอนุญาต รวมไปถึงเปิดเกินเวลาที่กำหนด เพราะผู้มาใช้บริการเข้าร้านดึก พอเวลา 01.00 น.ก็ปิดแล้ว จึงมีแนวคิดว่า หากอยู่นอกโซน ไม่กระทบชาวบ้านอาจเปิดได้ถึงเวลา 03.00-04.00 น. เพื่อรองรับอาเซียน และชาวต่างชาติมาเที่ยวได้ แต่ต้องกวดขันเรื่องยาเสพติด อาวุธปืน และเด็กหรือเยาวชนเข้าไปใช้บริการให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มโทษร้านไม่มีใบอนุญาต
 
               เหตุผลการปรับปรุงกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง อ้างถึงสถานบริการที่ไปเปิดนอกโซนและไม่มีใบอนุญาตมีเกือบ 1,500 ร้าน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีและอื่นๆ ปีละกว่าพันล้านบาท โดยให้แต่ละกองบังคับการ (บก.) 1-9 ไปจัดทำเสนอโซนนิ่งในพื้นที่ เพื่อส่งมาให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลพิจารณาอีกครั้ง เพื่อดูผลกระทบ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมากถึงความเหมาะสม เพราะลำพังแค่ให้เปิดบริการถึงตีหนึ่ง แต่การกวดขันบังคับใช้กฎหมายก็ยังหย่อนยานมีการลักลอบเปิดเกินเวลามากมายหลายแหล่ง และมีกลุ่มเด็กเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปี เข้าไปใช้บริการจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีส่วนให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท ยาเสพติด และอุบัติเหตุทางถนนจนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล
 
               เสียงคัดค้านต่อแนวนโยบายเรื่องนี้มีออกมาจากหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มนักวิชาการ เครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ที่ระบุว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเท่ากับเป็นการยืดเวลาของการเกิดอุบัติเหตุให้นานขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่ความสูญเสียที่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะช่วงเวลา 04.00 น.ถือเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการพักผ่อน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก รวมถึงข้อท้วงติงการปรับโซนนิ่งและเปิดฟรีโซน จะใช้เครื่องมือใดมาตัดสินว่า ที่ไหนตั้งได้ ที่ไหนตั้งไม่ได้ จะมีความโปร่งใสแค่ไหน ส่วนที่ว่าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากเออีซีก็ไม่ควรนำมาอ้าง เพราะน่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ดึงเอานักท่องเที่ยวมีคุณภาพเข้าประเทศมากกว่าเอานักท่องเที่ยวด้อยคุณภาพมามั่วสุมตามแหล่งสถานบริการ
 
               การเดินหน้านโยบายดังกล่าว เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายบริหารต้องให้ความสำคัญกับทุกเสียงสะท้อน การยกเพียงเหตุผลด้านเศรษฐกิจและการกำกับเขตพื้นที่ให้เป็นโซนนิ่งเพื่อจัดการกับร้านหลบเลี่ยงดูจะขาดน้ำหนักเกินไป ดังนั้นทางออกควรจะรับฟังความคิดเห็นจากรอบด้าน เพื่อให้สังคมตกผลึก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ไปทำวิจัยให้ผู้เชี่ยวชาญสำรวจศึกษาผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะการเพิ่มระยะเวลาการเปิดสถานบันเทิงให้นานขึ้นนั้น มีความคุ้มค่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด และจากนั้นถึงจะนำไปสู่การสมควรแก้กฎหมายนี้หรือไม่ และที่ขาดไม่ได้คือ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่าต้องการอย่างไร เพราะขนาดกฎหมายที่มีอยู่ก็ยังบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ หากดันทุรังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายก็ต้องตอบคำถามว่ามีอะไรซ่อนเร้นเบื้องหลังหรือเปล่า