
ยุทธศาสตร์ป้องกันอาชญากรรม
ยุทธศาสตร์ป้องกันอาชญากรรม : บทบรรณาธิการประจำวันนี้ 10 เม.ย. 2556
การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นนโยบายหลักของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทบทุกคน ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของงานตำรวจ หลายยุคที่ผ่านมาดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัญหามาจากหลายส่วนเริ่มตั้งแต่การบังคับบัญชาจนถึงระดับปฏิบัติ นโยบายของผบ.ตร. เป็นการวางกรอบเพื่อให้แต่ละหน่วยนำไปปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาพบว่าผู้บัญชาการ ถนัดงานด้านใดก็จะเน้นไปตามประสบการณ์ที่ผ่านมา เป็นแบบนี้ทั้งภูธรและนครบาล เมื่อเปลี่ยนตัวผู้นำนโยบายก็เปลี่ยนตาม เปลี่ยนผบ.ตร.แผนของภาพรวมก็จะปรับไปด้วย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแผนยุทธศาสตร์เช่นกันว่าองค์กรจะเดินหน้าไปทางไหน พัฒนาไปอย่างไร แต่เมื่อลงลึกถึงการปฏิบัติจริงกลับพบว่าผู้นำหน่วยไม่สนองตอบเท่าที่ควร ผู้ใต้บังคับบัญชาจะเน้นแผนงานหลักหรือนโยบายของผู้บัญชาการเป็นหลัก ทิศทางการทำงานจึงแกว่งไปมา ยกตัวอย่างกรณีบ่อนการพนัน อบายมุข ตามนโยบายของพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ปัจจุบัน เน้นให้ตำรวจพื้นที่กวดขันจับกุม หากผู้นำระดับผู้บัญชาการไม่สนใจหรือปล่อยปละละเลยหรือเข้าไปมีผลประโยชน์ นโยบายนั้นก็ถูกมองข้าม ซึ่งในความเป็นจริงการเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ต้องได้รับไฟเขียวจากผู้นำหน่วย ตำรวจระดับล่างเปิดเองไม่ได้ ขณะที่การลงโทษเมื่อถูกจับกุมผู้รับผิดชอบสูงสุดเป็นเพียงผู้บังคับการ ส่วนที่ใหญ่กว่าต้องได้รับไฟเขียวจากคนในรัฐบาลเท่านั้น ตัวผู้บัญชาการที่มีการเมืองหนุนหลังจึงไม่กลัวการโยกย้าย
ในการป้องกันอาชญากรรมหรือการทำงานประสานกันระหว่างท้องที่ก็ไม่มีความชัดเจน ต่างคนต่างทำ ต่างโรงพักต่างก็เน้นนโยบายของผู้กำกับฯ ทำให้งานที่ต้องใช้ความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เห็นชัดคือ งานป้องกันและการจราจร ที่เกิดช่องโหว่ของสายตรวจที่มีพื้นที่ติดกัน ตรวจซ้ำซ้อน งานจราจรไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถนนคาบเกี่ยวสองพื้นที่กลับมีด่านอยู่ทั้งของโรงพัก ทั้งๆ ที่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท้องที่ก็มีไม่ใช่น้อย หากมีการวางแผนร่วมกันเป็นเครือข่ายปิดจุดล่อแหลมเชื่อว่าสถานการณ์อาชญากรรมน่าจะลดลงได้มาก แต่การที่จะบรรลุเป้าหมายถึงขนาดนั้นต้องมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาร่วมวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ นั่นหมายความว่าผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับ ในแต่ละพื้นที่ต้องลงร่วมควบคุมสั่งการด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดปัญหาจะไม่มีใครลงมาสั่งการแก้ไข ผลก็คือ แผนปฏิบัติล้มเหลว
ปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากกำลังพลที่มีมากกว่า 2 แสนนายแล้ว การบริหารงานภายในยังถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทำให้ได้หัวหน้าหน่วยที่ไม่มีความรู้ความสามารถเท่าที่ควร มีเรื่องผลประโยชน์แฝงที่ทำให้ผู้นำหน่วยจำนวนมากไม่สนใจงานในหน้าที่ จนงานบริการประชาชนและการปราบปรามอาชญากรรมไม่สามารถทำได้เต็มกำลัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่รัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในแง่การพัฒนาบุคลากรตำรวจเท่าที่ควร นักการเมืองใช้อำนาจหน้าที่เข้ามาให้คุณให้โทษผ่านการแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การพัฒนาคน การวางและใช้ยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ไม่เช่นนั้นเราจะรับมืออาชญากรระดับสากลไม่ทัน



