คอลัมนิสต์

โครงการเด่นในโลกตำรวจ

โครงการเด่นในโลกตำรวจ

10 เม.ย. 2556

โครงการเด่นในโลกตำรวจ : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข

               “ผมอยู่จราจรน่ะ ดีแล้วครับ พอครบ ได้ขึ้น แล้วค่อยวิ่งไปงาน ป. (ป้องกัน-ปราบปราม) หรืองานสืบ(สืบสวน) อีกที” สารวัตรเล่าแผนการที่จะเติบโตในชีวิตราชการตำรวจให้ฟัง “ครบได้ขึ้น” ถูกนำมาใช้เป็นคำล้อเลียนระหว่างกลุ่มตำรวจเป็นการคลายเครียดสร้างอารมณ์ขันปนเสียดสี ที่ว่า “พวกค(ร)บได้” กับ ”พวกค(ร)บไม่ได้” (แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีพวกยังไม่ค(ร)บแต่ได้อีกด้วย) คำว่าครบ หมายความว่า เมื่อทำงานผ่านเกณฑ์ต่างๆ มีผลการปฏิบัติงานดี รวมถึงอยู่ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็จะมีคุณสมบัติได้รับการประเมินจากเบื้องบนและผู้สนับสนุนต่างๆ ให้ได้เลื่อนตำแหน่งไปทำงานในที่ชอบ (ที่ชอบ)... นั่นคือหลักการที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นหลักการที่ดูดี แต่ในโลกของความเป็นจริง ”ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท”....ผู้มีอำนาจต่างยึดหลักตัวกู-เด็กของกูเป็นที่ตั้ง จนทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้
 
               ปรากฏการณ์ “วิ่งเข้าหาขั้วอำนาจ” เพื่อให้มีสถานะเป็น เด็กของกู จึงเกิดขึ้นกับกลุ่มตำรวจที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพเช่นเดียวกับคนทำงานส่วนใหญ่
 
               “ผมตั้งใจทำงานอย่างเข้มแข็งตลอดมา ไม่ใช่ทำงานแบบพอผ่านเพียงแค่ไม่ให้มีแผล แต่ทำงานด้วยความภูมิใจในความเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ผมประมาท...” ผู้กำกับเล่าถึงประสบการณ์ “ลืมวิ่ง” เนื่องมาจากความเข้าใจผิดคิดว่า ผลงานที่โดดเด่นและการที่ครองตำแหน่งในระยะเวลาที่ไม่ถึงหลักเกณฑ์ที่จะต้องโยกย้ายจะส่งผลให้เขายังมีโอกาสทำงานที่เดิม...ทำงานในพื้นที่ที่นายตำรวจและทีมงานผู้ใต้บังคับบัญชากำลังมีความรู้ความเชี่ยวชาญและวางแผนงานที่จะทำอย่างต่อเนื่องในห้วงเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีต่อไป... ความเข้าใจผิดส่งผลให้เขาถูกเตะเข้ากรุ...ไม่มีใครสนใจผลงานโดดเด่นในการสืบสวนปราบปรามที่ผ่านมาของเขา...ผลงานกับความก้าวหน้าไม่ใช่เรื่องเดียวกันในโลกตำรวจคือสัจธรรมที่คลาสสิก
 
               “นายพิจารณาให้อยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ได้” เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมและให้ยอมจำนนโดยไม่ตั้งคำถามถึงเบื้องหลังที่มาแห่งการตัดสินใจของนาย
 
               “นายเขาก็ยึดหลักการอย่างเดียวไม่ได้ ยิ่งสูงลมก็ยิ่งแรง กว่านายเขาจะมายืนตรงนี้ได้ บุญคุณท่วมหัวจนเขาทำงานลำบาก” นายตำรวจให้เหตุผลที่มาของคำสั่งที่นาย(อาจจะ) ไม่อยากสั่งแต่ต้องทำตามที่ผู้มีพระคุณ (ขอมา) ถึงแม้ว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะรู้ว่า วัฒนธรรมอุปถัมภ์เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างมากต่อความเข้มแข็งในการทำงานตามกระบวนการยุติธรรม แต่ผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างพยายามช่วงชิงอำนาจเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตนเองและกลุ่มตนเองให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เข้าถึงผลประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้มีอำนาจจะช่วงชิงได้มากกว่า โดยไม่สนใจไยดีว่า...การกระทำต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อความล้มเหลวของระบบหรือโครงสร้างสังคมไทยอย่างไร?
 
               หากโครงสร้างของกระบวนการสร้างความยุติธรรมในสังคมอ่อนแอจะส่งผลอย่างมากต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีความอ่อนแอ เช่น กลุ่มคนยาก คนจน สตรีและเยาวชนจะถูกเอารัดเอาเปรียบและทิ้งขว้างไม่ให้ได้รับความเป็นธรรมมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นรัฐบาลในประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งของระบบยุติธรรมในสังคม
 
               ใครจะมาสนใจกลุ่มคนที่ไม่สามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนได้?
 
               บ่อน/ซ่องเยอะ โจรชุม ยาเสพติดแพร่ระบาดรุนแรงมิใช่ความบกพร่องเฉพาะตำรวจระดับสถานีตำรวจหรือกองบังคับการแต่เพียงเท่านั้น แต่ผู้นำระดับสูงย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ดั่งข้อคิดเตือนสติของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ว่า “ไม่มีไพร่พลเลว มีแต่แม่ทัพนายกองเลว” ไม่มีตำรวจคนใดอยากเปิดแผลให้ใครมาทิ่มแทง หากไม่มั่นใจพอสมควรว่า คนที่สั่งมาสามารถช่วยให้ตนเองรอดได้ในที่สุด
 
               เรื่องแบบนี้หากมีความจริงใจที่จะแก้ไข คงมิใช่เพียงการแสดงปาหี่หลอกลวงผ่านสื่อมวลชนเพื่อปกปิดบิดเบือนผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงที่สนับสนุนการกระทำผิด แต่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากตัวผู้นำ ซึ่งมิใช่เฉพาะผู้นำตำรวจ แต่หมายถึงผู้นำและผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง(แทรกแซง)กับการทำงานในโลกตำรวจ ไม่เชื่อลองตรวจสอบ “ผู้นำตำรวจ” ทั้งหลายดูได้ว่า แต่ละท่านมีเส้นทางในการขึ้นสู่ที่สูงด้วยวิธีไหน? อย่างไร?
 
               “นกน้อย หาไม้ดีทำรัง ลูกผู้ชาย หานายดีสวามิภักดิ์"
 
               ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนคนไทยจะร่วมใจเรียกร้องให้รัฐบาลทำโครงการ “ประเทศชาติอุ่นใจได้ผู้นำตำรวจดีๆ คืนสังคม”