
'13ชม.'เจรจาบีอาร์เอ็นกับ7.5ล.เยียวยาไม่ได้
'13 ชั่วโมง'เจรจาบีอาร์เอ็นกับ7.5ล้านที่เยียวยาไม่ได้ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
การเจรจารอบสองระหว่างทางการไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา กินเวลานานถึง 13 ชั่วโมงเต็ม ท่ามกลางบรรยากาศการพูดคุยที่ระอุคุกรุ่นเป็นระยะที่สะท้อนมาจากตัวแทนฝ่ายขบวนการที่แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดในประเด็นอันอ่อนไหว โดยเฉพาะความไม่เป็นธรรมในสังคม และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมานาน ซึ่งการพูดคุยแบ่งเป็น 2 ช่วง
6 ชั่วโมงแรก เนื้อหาหลักในการพูดคุยเป็นการพูดถึงกรอบกติกา โดยมีการจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือทีโออาร์ ร่วมกัน โดยเรื่องหลัก ประกอบด้วย สถานที่จัดการประชุม การประชุมจะใช้ผู้เข้าร่วมกี่คน มีใครบ้าง กรรมการที่เข้าร่วมประชุมแต่ละเรื่องมีใครบ้าง หรือคณะอนุกรรมการที่ร่วมประชุม โดยจะแบ่งออกเป็นข้อๆ เพื่อกำหนดให้ชัดเจนในการพูดคุย
ทั้งนี้ การจัดทำทีโออาร์จะมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เบื้องต้นการพูดคุยครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 29 เมษายน ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีคณะพูดคุยฝ่ายละ 9 คน สำหรับสถานที่มาเลเซียจะเป็นผู้กำหนดอีกครั้ง และยังมีการปิดลับเกี่ยวกับสถานที่อีกเช่นเคย
7 ชั่วโมงสุดท้าย ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการพูดคุย โดยฝ่ายไทยเปิดโอกาสให้ฝ่ายขบวนการได้ระบายความอึดอัดใจอันเป็นสาเหตุสำคัญในการตั้งกองกำลังขึ้นมาปฏิวัติเพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยขั้นตอนนี้ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
เนื้อหาที่ฝ่ายขบวนการสะท้อนออกมา คือ ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในชีวิตของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับภูมิภาคอื่นของประเทศ การไม่เคารพอัตลักษณ์ของชาวมุสลิม และมองพวกเขาเหมือนคนชั้นสอง การไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ เช่น กรณีหะยีสุหลง ที่ถูกอุ้มฆ่าเมื่อปี 2497 เหตุสังหาร 6 ศพที่สะพานกอตอ เมื่อปี 2518
รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญในยุคปัจจุบันที่ทำให้พี่น้องของกลุ่มบีอาร์เอ็นสังเวยชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งเหตุการณ์กรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547
มีรายงานว่า เมื่อบีอาร์เอ็นระบายความในใจมาถึงตรงนี้ ฝ่ายไทยได้พยายามอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยอมรับว่าเป็นความ "ผิดพลาด" จริง โดยรัฐบาลชุดนี้ได้พยายามชดเชยกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมอบเงินช่วยเหลือให้รายละ 7.5 ล้านบาท
"หากเป็นญาติคุณเสียชีวิต แล้วให้เงินคุณ 7.5 ล้าน พวกคุณจะยอมรับได้หรือไม่" ตัวแทนฝ่ายบีอาร์เอ็นสะท้อนด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวกลับมา
หลังจากนั้นกลุ่มบีอาร์เอ็นได้พูดคุยเกี่ยวกับการเงื่อนไขการ "ขอความเป็นธรรม" ในการดำเนินคดี ขณะที่ฝ่ายทางการไทยได้พูดคุยเกี่ยวกับการ "ลดเหตุความรุนแรง" ซึ่งยังไม่ได้โฟกัสว่าเป็นจุดใดบ้าง เพียงแต่ต้องการให้งดการใช้ระเบิด หรือคาร์บอมบ์ในพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ รวมถึงหยุดการลอบทำร้ายเป้าหมายที่อ่อนแอ ทั้งเด็ก สตรี คนชรา พระ โดยเฉพาะครูในพื้นที่
สำหรับเงื่อนไขการลดเหตุความรุนแรง ทางกลุ่มบีอาร์เอ็นก็ขอรับไปพิจารณาเช่นกัน แต่ก็ยอมรับว่ายังไม่สามารถควบคุมแนวร่วมได้ทั้งหมด เนื่องจากแนวร่วมที่ร่วมก่อเหตุมีหลายกลุ่ม และมีหลายปัจจัย เพราะไม่เพียงแค่อุดมการณ์ แต่หมายรวมไปถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ครอบครัวของแนวร่วมถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ส่วนข้อแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่กลุ่มบีอาร์เอ็นยื่นข้อเสนอให้กลับมาพิจารณาคือ การขอให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ซึ่งฝ่ายไทยก็ได้สอบถามว่านักโทษการเมืองหมายถึงอะไร ซึ่งบีอาร์เอ็นก็ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่านักโทษการเมืองหมายถึงบุคคลที่ทางศาลตัดสินความผิดแล้ว หรือรวมทั้งกลุ่มที่ต้องคดี ทั้งหมายจับ ป. วิอาญา และคดีความมั่นคง (หมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)
ทั้งนี้ หลังจากที่มีการพูดคุยต่อรองกันนานพอสมควรเกี่ยวกับขอบเขตของผู้ที่จะได้รับความเป็นธรรม สุดท้ายกลุ่มบีอาร์เอ็นก็ระบุว่า นักโทษการเมืองหมายถึงบุคคลที่ถูก "ศาลตัดสินแล้ว" ซึ่งฝ่ายไทยก็รับปากว่าจะนำกลับมาพิจารณา เนื่องจากเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เนื่องจากเป็นคดีที่ยุติแล้ว
หนึ่งในคณะผู้เข้าร่วมเจรจาลับระบุว่า การจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ สิ่งสำคัญคือทั้งสองฝ่ายจะต้องมีความจริงใจให้กันก่อน ซึ่งการออกมาเปิดเผยในลักษณะแบบนี้คงทำงานกันได้ยากขึ้น "การแก้ไขปัญหาจะต้องทำกันแบบลับๆ โดยเอาความจริงใจให้กัน ถ้าเราปล่อยตัวนักโทษให้ โดยที่เรายังไม่รู้ว่ามีความจริงใจแค่ไหน และหากปล่อยไปแล้วแล้วถูกหักหลังจะทำให้เป็นการเพิ่มกองกำลังติดอาวุธเพิ่มขึ้นมาอีก” หนึ่งในคณะเจรจาลับเผยถึงเงื่อนไขที่ต้องไตร่ตรองให้ดี
อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาครั้งนี้ยังไม่ได้พบกับแกนนำคนสำคัญของบีอาร์เอ็น ทั้ง นายสะแปอิง บาซอ และ นายมะแซ อุเซ็ง รวมทั้งแกนนำระดับ "หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธในพื้นที่" และกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ร่วมเจรจาลับก็ยังไม่ได้เปิดตัวว่าเป็นใคร ดังนั้น คงต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน
"หากเรามองเขาเป็นฝ่ายตรงข้าม การพูดคุยก็จะทำได้ยากมากขึ้น เราต้องมองว่าเราเป็นคนร่วมชาติกัน แต่ถ้าเราไปมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นข้าศึก การแก้ไขปัญหาคงทำได้ยาก ดังนั้นข้อเสนอที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกมาคงจะรู้ผลในอีก 1 เดือนข้างหน้าว่า จะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้มากน้อยแค่ไหน" แหล่งข่าวในคณะเจรจาลับ กล่าวทิ้งท้าย
.....................................................................
( หมายเหตุ : '13 ชั่วโมง'เจรจาบีอาร์เอ็นกับ7.5ล้านที่เยียวยาไม่ได้ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง )



