คอลัมนิสต์

เปลี่ยนให้ได้ก่อนชาติล่มจม

เปลี่ยนให้ได้ก่อนชาติล่มจม

04 เม.ย. 2556

เปลี่ยนให้ได้ก่อนชาติล่มจม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 4 เม.ย. 2556

               ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมีทุกประเทศ อยู่ที่ว่ามีการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการสร้างทัศนคติและยึดมั่นของคนในชาติว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะกลโกงก็มีการพัฒนาไปหลายรูปแบบซับซ้อนขึ้นตามเวลาและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการทุจริตของฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน มีความแยบยลที่จะหาหลักฐานมามัดไม่ได้เลย ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมากก็คือการทุจริตเชิงนโยบาย ดังนั้นในประเทศที่เห็นความสำคัญของปัญหาที่บ่อนทำลายชาติ จะสร้างการตรวจสอบอย่างเข้มข้น รวมทั้งพลังของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคนในประเทศให้ต่อต้านการทุจริตไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องแม้จะได้อามิสสินจ้างหรือผลประโยชน์เป็นสิ่งล่อลวง
 
               การสำรวจที่พบว่าประชาชนและเยาวชนของเรา ยอมรับได้ถ้าทุจริตแล้วตัวเองได้ประโยชน์ด้วย ได้สร้างความกังวลอย่างมากต่อความคิดเช่นนั้น และยิ่งมีผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ออกมาล่าสุด เรื่องเปรียบเทียบแนวโน้มทัศนคติอันตรายในหมู่ประชาชนว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย โดยศึกษาตัวอย่างในพื้นที่ 17 จังหวัดของประเทศจำนวน 4,542 คน ผลปรากฏว่ามีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในขั้นวิกฤติ โดยลดลงจากร้อยละ 69.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ร้อยละ 65.5 ในเดือนมีนาคม และผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือเกินกว่าร้อยละ 60 ยังคงยอมรับได้ จากการสำรวจตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 จนถึงปัจจุบัน
 
               ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสำรวจตลอด 2 ปีกว่าประชาชนเกินกว่าครึ่งยังไม่เปลี่ยนทัศนคติ ทั้งที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องคอร์รัปชั่นเป็นภัยต่อประเทศ และยิ่งน่าเป็นกังวลอย่างมาก เมื่อพบด้วยว่ากลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.0 ต่างยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นแต่ขอให้ตนได้ประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ตามประการสำคัญที่พบในการสำรวจ นั่นคือข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่าคนที่ต่อต้านทุจริตไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย กลับถูกข่มขู่คุกคามทำร้ายถึงชีวิต ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจังต่อเนื่อง คนดีกลับไม่มีที่ยืนจนต้องทำตัวเป็นน้ำปล่อยให้ไหลตามกันไปเพื่อความอยู่รอด เป็นปมสำคัญอันหนึ่งที่ต้องหาทางแก้ไขเพื่อสร้างเกราะให้แก่คนที่ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น
 
               ปัจจุบัน องค์กรมูลนิธิต่อต้านทุจริตมีบทบาทเข้ามาร่วมตรวจสอบและเปิดโปงก็จริงอยู่ แต่รัฐบาลกลับละเลยที่จะสร้างให้คนในชาติมีความเข้มแข็งพร้อมต่อสู้การโกงกิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลกลัวอะไรถ้าสังคมจะแข็งแกร่งขึ้นมาในเรื่องนี้ จึงดูประหนึ่งว่าการฝากความหวังกับรัฐบาลคงได้เพียงความเลื่อนลอยเท่านั้น ภาระการขับเคลื่อนจึงอยู่ที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน รวมทั้งองค์กรอิสระด้านตรวจสอบต้องทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง ดังที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ บรรยายในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน "ปัญหาความยากจนกับยาเสพติดแม้จะเป็นเรื่องใหญ่และรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นภัยคุกคามต่อชาติเท่ากับการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่"