คอลัมนิสต์

'ถ้าเสียสละท่าน(นิคม)จะเป็นพระเอก'

'ถ้าเสียสละท่าน(นิคม)จะเป็นพระเอก'

03 เม.ย. 2556

'ถ้าเสียสละท่าน(นิคม)จะเป็นพระเอก' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์


               "เรื่องนี้เป็นปัญหาการเมือง จะไม่เกิดปัญหาถ้าคุมที่ประชุมได้ การเป็นประธานที่ประชุมต้องมีกลยุทธ์ มีเดินหน้า ถอยหลัง บางครั้งต้องยอมบ้าง มันเป็นศิลปะ อย่าเลือกแตกหัก เพราะจะเป็นอย่างที่เห็น"

               ภาพการตอบโต้ระหว่าง "สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" กับ "นิคม ไวยรัชพานิช" ประธานวุฒิสภา ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา เนื่องจากเห็นว่า "นิคม" ไปร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจทำให้การทำหน้าที่ในฐานะประธานที่ประชุมไม่มีความเป็นกลาง
 
               โดย "สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" เสนอให้ "นิคม" ไปถอนชื่อจากญัตติ หรืองดทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่ "นิคม" ยังยืนยันการทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และไม่ยอมถอนชื่อออกจากญัตติดังกล่าว ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์วอล์กเอาท์จากห้องประชุมหาก "นิคม" ยังคงทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
 
               ดังนั้น เมื่อการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่สองเริ่มขึ้น โดยมี "นิคม" ขึ้นนั่งทำหน้าที่ประธาน ภาพการโต้แย้งถึงการทำหน้าที่ประธานของ "นิคม" กับ "สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจาก "นิคม" ยังยืนยันในจุดยืนเดิมที่จะไม่ "ถอนชื่อ" ออกจากการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
               ในเรื่องนี้ "เสรี สุวรรณภานนท์" อดีต ส.ว. และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในฐานะ "รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ" คนที่ 1 ได้ให้ความเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาการเมือง ในสภาไม่มีถูก-ผิด อยู่ที่ว่าเสียงส่วนใหญ่จะดำเนินการอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น ความถูก-ผิด ขึ้นกับปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วให้องค์กรไหนตัดสินวินิจฉัยหรือไม่อย่างไร
 
               "การทำหน้าที่ประธาน ก็ต้องยอมรับว่ามีหมวก 2 ใบ ใบหนึ่งในฐานะสมาชิกวุฒิสภา และอีกหนึ่งใบในฐานะประธาน การทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกโดยการไปลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขกฎหมายสามารถทำได้ แต่การลงชื่อต้องไม่มีปัญหา ไม่มีการคัดค้านทักท้วง ก็ถือว่าไม่มีอะไรผิด แต่เมื่อไปทำหน้าที่ประธานการประชุม แล้วมีปัญหา ประธานก็ต้องตัดสินใจว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เมื่อสมาชิกไม่เห็นด้วยกับการไปลงชื่อแก้ไขกฎหมายแล้วมานั่งทำหน้าที่ประธานการประชุม" อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าว
 
               "เสรี" กล่าวว่า วันแรกที่เกิดปัญหาได้นั่งฟังการประชุมอยู่ด้วย เห็นว่านายนิคมได้แก้ปัญหาโดยพยายามอธิบายหลักการและจุดยืนของตนเอง สิ่งที่ทำไม่ขัดกฎหมาย การร่วมลงชื่อเป็นการทำในฐานะสมาชิก ประธานก็ต้องตกลงกับสมาชิกให้ได้ ถ้าตกลงได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าสมาชิกมองต่างว่าเมื่อไปลงชื่อร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญการทำหน้าที่เป็นประธานอาจไม่เป็นกลาง พร้อมเสนอทางออกให้ประธานไปถอนชื่อจากญัตติ หรืองดทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ถ้าตกลงไม่ได้แสดงว่าสมาชิกไม่ยอม ประธานคุมสมาชิกไม่ได้ก็จะกลายเป็นที่ประชุมคุมประธานแทนจึงเกิดภาพวุ่นวายขึ้น
 
               "ประธานต้องตัดสินใจว่าประธานจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร แต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ควบคุมการประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อยได้ ประธานสามารถทำได้ 2 ทางเลือก คือ 1.ถอนชื่อจากญัตติแล้วมาทำหน้าที่ประธานต่อ และ 2.ไม่ต้องทำหน้าที่ประธาน อย่าคิดว่าเสียหน้าหรือไม่เสียหน้า ประธานต้องตัดสินใจ สุดท้ายประธานเลือกที่จะใช้วิธีทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อไป และไม่ยอมถอนชื่อออจากญัตติ จึงเกิดเหตุการณ์สมาชิกวอล์กเอาท์ทำให้งานราชการเสียหาย เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วประธานจะเลือกอะไร"
 
               "เสรี" มองว่าการที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์วอล์กเอาท์จากห้องประชุมรัฐสภาทุกครั้งที่ "นิคม" นั่งทำหน้าที่ประธานมาจากประธานไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ จึงเกิดภาพที่ประชุมควบคุมประธานแทน ดังนั้น ประธานต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
 
               ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ประธานการประชุมมาก่อน "เสรี" บอกว่า หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวเองจะเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุด โดยยอมถอนชื่อจากญัตติดังกล่าว เพราะคนลงชื่อในญัตติมีหลายคน ญัตติก็ไม่เสียหาย สามารถทำหน้าที่ประธานที่ประชุมต่อไปได้
 
               "ถ้าเป็นผมก็จะประกาศไปเลยว่าผมขอถอนชื่อออกจากญัตติดังกล่าว เป็นการถอนแบบไม่เต็มใจ แต่ทำเพื่อส่วนรวมให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จุดยืนผมยังสนับสนุนญัตติดังกล่าวเหมือนเดิม เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ ผมจึงขอแสดงจุดยืนโดยการเสียสละ ผมเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้คุณนิคมจะเป็นพระเอก ญัตติก็ไม่เสีย งานสภาก็จะเดินต่อไปได้ คุมเกม คุมการประชุมต่อไปได้ ถ้าประชาธิปัตย์ไม่ยอมก็จะถูกมองว่าเกเร" เสรี กล่าว
 
               ส่วนที่ "นิคม" บอกว่า จะแสดงความเป็นกลางโดยการงดออกเสียงในชั้นลงมตินั้น "เสรี" บอกว่า ถ้าทำหน้าที่ในที่ประชุมประธานโดยมารยาทก็ไม่โหวตอยู่แล้ว ยกเว้นโหวตเพื่อชี้ขาด ทุกคนมีศักดิ์ศรีกันทุกคน แต่อยู่ที่ช่วงเวลาและจังหวะ แต่เห็นว่าขณะนี้ผ่านมาวันที่สองแล้วถือว่าเป็นระยะพอสมควรที่จะแสดงให้สังคมเห็นจุดยืน ถ้ายังจะทำหน้าที่เป็นประธานก็ควรเลือกทำหน้าที่ประธานดีกว่าเลือกที่จะมีชื่อในญัตติ งานราชการไม่เสีย ญัตติก็ไม่เสีย คุมเกม คุมสถานการณ์ในสภาก็ได้
 
               "ขณะนี้ภาพเหมือนกับประชาธิปัตย์คุมประธาน คุมที่ประชุม อย่ามองเพียงแค่ฝ่ายค้าน เสียงข้างน้อย แค่คนเดียวคุมไม่อยู่ก็ป่วนทั้งสภาแล้ว และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เกือบทั้งพรรค สถานการณ์จึงดูแย่ เรื่องนี้ไม่ผิดทั้งกฎหมาย จริยธรรม คุณธรรม สมควรหรือไม่สมควร แต่ขึ้นกับการมองที่ต่างกัน เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาการเมือง จะไม่เกิดปัญหาถ้าคุมที่ประชุมได้ การเป็นประธานที่ประชุมต้องมีกลยุทธ์ มีเดินหน้า ถอยหลัง บางครั้งต้องยอมบ้าง มันเป็นศิลปะ อย่าเลือกแตกหัก เพราะจะเป็นอย่างที่เห็น" อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าว
 
               สำหรับการวอล์กเอาท์ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ "เสรี" มองว่า เป็นกลยุทธ์การเมือง เพราะเหตุการณ์วอล์กเอาท์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ถ้าเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ดีควรพักการประชุมก่อน ตกลงกันนอกรอบก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย แล้วค่อยเรียกกลับมาประชุมใหม่ ซึ่งสมาชิกในที่ประชุมก็เสนอให้ประธานพักการประชุม แต่ประธานไม่ทำตามข้อเสนอ เชื่อว่าครั้งต่อไปประธานในที่ประชุมคงต้องฟังเสียงสมาชิกมากขึ้น
 
               "เสรี" บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเป็นมือใหม่ เนื่องจากนิคมทำหน้าที่เป็นรองประธานมาหลายครั้ง และโดยพื้นฐานนิคมชอบการเมืองมานาน เข้าใจการเมือง แต่อยู่ที่ท่านจะเลือก และการที่ท่านเลือกแสดงจุดยืน และอาจคิดว่าถ้าถอนชื่อคนอาจมองว่าผิด และถูกนำไปขยายไปมุมอื่น การเมืองไม่จบ และคิดว่าการแสดงจุดยืนเป็นสิ่งที่ถูกต้องจึงเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น

...........................................................................................................

(หมายเหตุ : 'ถ้าเสียสละท่าน(นิคม)จะเป็นพระเอก' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)