คอลัมนิสต์

ตำรวจเดินดิน

ตำรวจเดินดิน

03 เม.ย. 2556

ตำรวจเดินดิน : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

               อาชญากรรมเป็นสภาวะปัญหาที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยผันแปรไปตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมสมัยใหม่
 
               ความเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนเช่นนี้ส่งผลให้ตำรวจจะต้องปรับกระบวนทัศน์ เปลี่ยนมุมมองและคิดให้ทะลุกรอบกับดักความคิดและวิธีการเดิมๆ เพื่อให้สามารถ ป้องกัน อาชญากรรมที่ อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น...การปล่อยให้อาชญากรรมเกิดขึ้นและไล่ตามจับถึงแม้ว่าจะจับได้เร็ว หรือจับ (ยาเสพติด) ได้ลอตใหญ่เพียงใดจึงไม่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญเทียบเท่ากับการป้องกันไม่ให้อาชญากรรมเกิดขึ้น...
 
               "การจับยาเสพติดจำนวนมากได้ในจังหวัดแห่งหนึ่งมิควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญเท่ากับการทำให้ประชาชนในจังหวัดนั้นปฏิเสธที่จะซื้อหรือเสพยาเสพติด”
 
               “การทำให้พื้นที่ที่กำหนดไว้ (zoning) ปลอดจากอาชญากรรมและขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควรค่าแก่การนำมาชื่นชมยกย่องมากกว่าการจับกุมผู้กระทำผิดในชุมชนนั้นได้อย่างรวดเร็ว (แต่จับได้เร็วก็ย่อมดีกว่าการจับได้ช้าหรือไม่ได้จับ (ไม่ได้)"
 
               ตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ตำรวจส่วนใหญ่มักจะโชว์ผลงานการจับกุมผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยเฉพาะรายการโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์จนเกิดการใช้ช่องทางนี้ในการสร้างตนเองเป็นพระเอกจอแก้วของตำรวจบางนายจนโด่งดังมาแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากการกระทำดังกล่าวสอดคล้องกับจริตในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนส่วนใหญ่ด้วย จะเห็นได้ว่ารายการต่างๆ ที่มีผู้ชมจำนวนมากนั้นมิได้ให้ความสำคัญต่อการนำเสนอผลงานในการป้องกันอาชญากรรมของตำรวจและมุ่งเน้นไปที่พิธีกรรมการจับกุมมากกว่า (จริงๆ ต้องกล่าวว่าพิธีกรรมแถลงข่าวจับกุมมากกว่า)
 
               อานุภาพในการชี้นำทิศทางสังคมของสื่อมวลชนมีผลต่อการกำกับทิศทางในการทำงานขององค์กร กลุ่มบุคคล และผู้นำจำนวนไม่น้อยทั้งในโลกของตำรวจ การเมืองและองค์กรอื่นๆ ในสังคมปัจจุบันด้วย เนื่องมาจากศักยภาพของการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ดังนั้น หากทำให้นักการสื่อสารทั้งหลายตระหนักถึงความสำคัญในงานป้องกันอาชญากรรมมากขึ้นก็จะทำให้กระแสของ การป้องกันมิให้เหตุเกิดกลายเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น...การปรับเปลี่ยนวิธีคิดของสื่อมวลชนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ...นี่คือหน้าที่ของใคร?
 
               สื่อมวลชนต้องก้าวพ้นจากการนำเสนอเฉพาะเรื่องร้ายๆ..เลวๆ ที่สร้างหายนะและความเดือดร้อนในสังคมโดยให้บทตำรวจเพียงการวิ่งไล่ตามจับแต่เพียงเท่านั้น
 
               ความสามารถของตำรวจในการสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และประชาชนให้ร่วมมือร่วมใจกัน ”รักษาพื้นที่ปลอดอาชญากรรม” ไว้ให้ได้ควรจะต้องถูกนำมาใช้เป็นเรื่องเด่นที่น่าเล่าหรือนำเสนอต่อประชาชนซึ่งจะส่งผลต่อการกำกับทิศทางการทำงานของตำรวจให้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
 
               “แผนที่และนาฬิกาอาชญากรรม” เป็นเครื่องมือคลาสสิกของตำรวจซึ่งหากนำมาปฏิบัติอย่างทันสมัย (update) แล้วนั้นจะสามารถทำให้ตำรวจสามารถวิเคราะห์ทิศทางการเกิดอาชญากรรมได้และจัดได้ว่าเป็น “เครื่องมือช่วยคิด” ที่ดีอย่างหนึ่ง
 
               ตำรวจต้องใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาคิดแบบก้าวหน้า (คิดล่วงหน้า) ว่าสภาพอาชญากรรมที่ผ่านมานั้นจะพัฒนาทิศทางต่อไปในลักษณะใดและวางแผนการในการป้องกัน (ไม่ใช่คิดแต่เพียงวางแผนจับกุม)
 
               การขับรถวนไปวนมาเพียงเพื่อปรากฏสัญลักษณ์ความเป็นตำรวจในยุทธวิธีการป้องปรามการกระทำผิดของตำรวจสายป.(สายป้องกันปราบปราม) ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในแต่ละสถานีตำรวจควรถูกทบทวนและพัฒนาโดยเฉพาะในเรื่องความคุ้มค่า เนื่องจากตำรวจผู้ปฏิบัติย่อมรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นมีประสิทธิภาพต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคน้ำมันแพงเช่นนี้ โดยสังเกตได้จากอัตราการจอดรออยู่กับที่จนหมดเวลาตรวจเพิ่มสูงมากขึ้นกว่าในอดีต
 
               หากกระแสการป้องกันอาชญากรรมถูกจุดประกายความสำคัญมากขึ้นและสามารถสร้างความตระหนักแก่สังคมจนเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนให้ตำรวจไทยได้มีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยป้องปรามการกระทำผิดมากขึ้น เช่น การเพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดในทุกจุดเสี่ยง การเพิ่มแสงสว่าง การกำจัดจุดเอื้อต่อการเกิดอาชญากรรม หรือแม้แต่การเพิ่มอาสาสมัครตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาและพร้อมกระจายข่าวเฝ้าระวังและเตือนภัยในสังคม ชุมชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากขึ้น
 
               เช่นเครือข่ายวิทยุสื่อสารหรือสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ หันหลังกลับมาเป็นพวกเดียวกับตำรวจ ในการป้องกันอาชญากรรมและมิได้คิดเพียงว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องเฉพาะของตำรวจแต่เพียงเท่านั้น!! ก็จะสามารถทำให้ตำรวจจักรยานยนต์ หรือร้อยเวรสายตรวจกลายเป็น ตำรวจเดินดิน ที่ใช้วิธีการเดินหรือขี่รถจักรยานเข้าหาประชาชน พร้อมๆ กับหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบทางปัญญาในการคิดวิเคราะห์หาหนทางในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองได้ อย่างลุ่มลึก มิใช่มีข้อมูลเพียงจำนวนและประเภท ของอาชญากรรมที่ปรากฏอยู่บนแผนที่และนาฬิกาอาชญากรรมแต่เพียงเท่านั้น !!