คอลัมนิสต์

ภาคเหนือกับฤดูที่4

ภาคเหนือกับฤดูที่4

01 เม.ย. 2556

ภาคเหนือกับฤดูที่4 : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556

 

              ดูเหมือนว่า ประชาชนในจังหวัดภาคเหนืออันได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา และแพร่ จะเริ่มทำใจกันแล้วว่า วิถีชีวิตของพวกเขาที่เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และอาจจะเป็นเวลาสืบเนื่องอีกนานแสนนานที่กำลังจะเป็นไปให้ต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ เพื่อพร้อมยอมรับกับสภาพอากาศที่มี "ฤดูหมอกควัน" เข้ามาเป็นฤดูกาลที่ 4 จากที่เคยมี 3 ฤดูคือ ร้อน ฝน และหนาว ตราบเท่าที่ปัญหาหมอกควันอันเกิดจากการเผาที่มักเริ่มขึ้นประมาณต้นเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนเมษายนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน รวมทั้งการเจรจาทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เป็น "ตัวการร่วม" ของปัญหาด้วย

              การวัดคุณภาพอากาศ ด้วยค่าของฝุ่นละอองขนาดเล็ก(พีเอ็ม10) หรือขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ตามมาตรฐานจะต้องมีค่าไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ปรากฏว่า ผลการวัดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม คิดเป็นรายชั่วโมง ที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าพีเอ็ม10 สูงถึง 726 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่จ.เชียงใหม่ วัดล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม มีค่าฝุ่นละอองเล็กกว่า 10 ไมครอนมากถึง 202 ไมโครกรัม ด้วยเหตุนี้ในแต่ละปี โดยเฉพาะปี 2556 นี้ พบว่า มีผู้เจ็บป่วยจากภาวะฝุ่นละอองในอากาศเกินมาตรฐานเช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตา หลอดเลือด และหัวใจ มากกว่า 4 หมื่นรายแล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมความเสียหายที่เกิดกับการเดินทางโดยอากาศยาน และการท่องเที่ยว ที่แม้ล่าสุดจะมีคำยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบแต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันอันใด ในกรณีที่ "ฤดูหมอกควัน" ยังดำเนินสืบไป

              เหตุที่ปรากฏการณ์หมอกควันในภาคเหนือกำลังจะกลายเป็นปัญหา "อมตะ" ไปเสียแล้วก็เพราะว่า อุปสงค์ของสินค้าเกษตรจำพวกข้าวโพด ที่มีระบบเกษตรพันธสัญญา (Contact Farming) เข้ามาเป็นตัวกำหนดโดยเฉพาะการเพาะปลูกพืชไร่ในประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบอุตสาหกรรมการเกษตร ทั้งพม่าและลาว นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทย ผู้คนอีกส่วนหนึ่งยังคงตั้งหน้าตั้งตาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอุทยาน และป่าอนุรักษ์ เผาทำลายป่าไม้เพื่อใช้พื้นที่เพาะปลูกพืชอายุสั้นต่างๆ โดยที่ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างทั่วถึง ทั้งด้วยปัจจัยของสภาพพื้นที่และจำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีไม่เพียงพอ ฯลฯ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากไฟป่าตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยหลังนี้ยังเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอยู่บ้างโดยเฉพาะระบบนิเวศของป่าเอง

              อย่างไรก็ตาม ทุกปัญหาใช่ว่าจะไร้ซึ่งทางออก ปรากฏการณ์หมอกควันก็เช่นกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างก็รู้กันดีอยู่ว่า มีต้นเหตุมาจากไหน และต้องลงมือแก้ไขกันอย่างไร อย่างเช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจจับเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายในกรณีลักลอบเผาป่า หรือการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในเชิงการป้องกัน การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การลงนามในสัญญาที่มีผลบังคับใช้ได้จริง ก่อนที่จะนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาในระดับนานาชาติที่ว่าด้วยการเผาผลาญและภาวะโลกร้อน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ภาคเหนือของประเทศไทยปลอดพ้นจากฤดูหมอกควันอย่างที่กำลังเผชิญกันอยู่