
ย้อนรอย6คดีไล่บี้'คุณชาย'พ้นตำแหน่ง
ย้อนรอย6คดี ไล่บี้'สุขุมพันธุ์'พ้นตำแหน่ง : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น
แม้ว่า "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สอง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางนับจากนี้ไปจะราบรื่น เนื่องจากยังมีหลายคดีที่เป็นเหมือน "ชนักปักหลัง" รอวันศาลพิสูจน์
เริ่มตั้งแต่ "คดีสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส" ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใกล้สรุปสำนวน หากคดีนี้ถึงศาลเมื่อใดผลคำพิพากษาถือว่ากำหนดอนาคตของ "สุขุมพันธุ์" ในตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร" อย่างแน่นอน
"คดีสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส" เป็นคดีการ "ยื้อแย่งอำนาจ" การขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสระหว่างกรุงเทพมหานครกับรัฐบาล หลังจาก กทม.ภายใต้การนำของ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์" ได้เซ็นสัญญาจ้างโครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม. ได้ลงนามสัญญาจ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ให้บริการเดินรถ ต่อมา "พรรคเพื่อไทย" นำโดย "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ให้ตรวจสอบการต่อสัญญาบีทีเอสว่า อำนาจในการขยายอายุสัมปทานเป็นของหน่วยงานใดระหว่าง "กระทรวงมหาดไทย กับ กทม."
เมื่อ "ดีเอสไอ" เสนอบอร์ด กคพ.รับเป็นคดีพิเศษ แต่บอร์ดสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ จนเลื่อนวาระการพิจารณาออกไปจน "บอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม" ครบวาระ มีการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดพรรคเพื่อไทยและสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นบอร์ด จึงมีการนัดประชุมใหม่ และที่สุดก็รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ จุดเริ่มต้นของกระบวนการสอบสวนจึงเริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2555
โดยดีเอสไอสรุปสำนวนเรียก "สุขุมพันธุ์" และพวก รวมทั้งหมด 9 คน และนิติบุคคล 2 หน่วยงาน เข้ารับทราบข้อกล่าวหา แต่หลังแจ้งข้อหาแล้วดีเอสไอยังสรุปสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องไม่ได้ เนื่องจากตรวจสอบพบความผิดเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน โดยในปี 2552 "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เคยอนุมัติให้ขยายสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีลม-สะพานตากสิน ไปถึงถนนพระเจ้าตากสิน ต่อมาในปี 2554 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้อนุมัติให้ขยายสัมปทานการเดินรถสายสุขุมวิท ตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 85-107 จึงได้ทำหนังสือขอคำชี้แจงจากกระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ถึงอำนาจในการลงนามอนุมัติขยายสัญญาดังกล่าว
แต่อยู่ในช่วงที่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทั้งมหาดไทยและกทม.จึงขอขยายเวลาการตรวจสอบกรณีดังกล่าวออกไป โดยคาดว่าจะมีการส่งหนังสือยืนยันในอำนาจหน้าที่ของ รมว.มหาดไทย มายังดีเอสไอในเร็วๆ นี้ ซึ่งหาก รมว.มหาดไทย ยังยืนอำนาจว่าต้องได้รับการอนุมัติจาก รมว.มหาดไทยก่อน ดีเอสไอก็อาจดำเนินคดีเพิ่มกับ "อภิรักษ์" และ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์"
นอกจากนี้ ยังมี "จ่ายเงินบริจาคเข้าพรรค" หลังจาก "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ยื่นให้ดีเอสไอตรวจสอบพบว่า มีส.ส.หักบัญชีเงินเดือนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 48 ราย โดยกล่าวหาเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ตามมาตรา 57 วรรคสอง ที่ระบุว่า การบริจาคเงินแก่พรรคการเมืองตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป จะต้องบริจาคโดยวิธีการสั่งจ่ายเป็นตั๋วแลกเงิน หรือเช็คขีดคร่อม
แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จ่ายเงินค่าบำรุงพรรคโดยวิธีการให้สภาผู้แทนราษฎรหักเงินเดือน ส.ส.ประชาธิปัตย์เข้าบัญชีพรรคโดยตรง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า การให้สภาผู้แทนราษฎรหักเงินเดือน ส.ส.ประชาธิปัตย์ เข้าบัญชีพรรคโดยตรง สามารถทำได้ เพราะที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการนี้มาตลอด ไม่เคยมีปัญหา ไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 และเห็นว่าบริจาคเงินเข้าพรรคเป็นอำนาจของ กกต.ไม่ใช่ดีเอสไอ ในจำนวนนี้มี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค และ "สุขุมพันธุ์" รวมอยู่ด้วย เนื่องจากให้สภาผู้แทนราษฎรหักเงินเดือนสมัยที่เป็น ส.ส. โดย "อภิสิทธิ์" เป็นคนแรกที่เข้าพบดีเอสไอรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่ "สุขุมพันธุ์" ได้เข้ารับรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา
ส่วน ส.ส.ที่เหลืออีก 46 คน ดีเอสไอรอให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 20 เมษายนนี้ก่อน จึงจะทยอยส่งหนังสือเชิญเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองไม่ให้ถูกดำเนินคดีในสมัยประชุมสภา
ขณะเดียวกันยังมีคดีที่อาจทำให้เส้นทางเป็น "ผู้ว่าฯ กทม." ของ "สุขุมพันธุ์" สมัยสองสะดุดได้คือ กรณี "เรืองไกร" ยื่นคำร้องขอให้ กกต.ตรวจสอบ การโพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กของ "ศิริโชค โสภา" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ การปราศรัยหาเสียงของ "อภิสิทธิ์" รวมถึงกรณีที่ "เสรี วงษ์มณฑา" โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เพื่อช่วย "สุขุมพันธุ์" ช่วงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่อาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545
ยังมีคดีที่ "เรืองไกร" ยื่นให้ตรวจสอบ "สุขุมพันธุ์" ในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. "อภิสิทธิ์" และ "อภิรักษ์" ออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 31 คน หากได้รับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย อาจจะผิดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำหนดให้ตั้งประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษา และคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ได้ไม่เกิน 9 คน
นอกจากนี้ ยังมีคดีที่ "เรืองไกร" ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบการปราศรัยหาเสียงของ "สุขุมพันธุ์" และการปราศรัยของ "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ส.ส.พังงา พรรคประชาธิปัตย์ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 57(5) ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545
รวมทั้งคดีที่ "วิญญัติ ชาติมนตรี" ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน ที่ปราศรัยในช่วงโค้งสุดท้ายของหาเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 57(5)ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545
จับตาการทำงานของ "สุขุมพันธุ์" ที่เริ่มนับหนึ่งเคียงคู่ไปกับคดีความที่มี "เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม." เป็นเดิมพันสุดท้ายจะจบลงแบบไหน!
.........................
(หมายเหตุ : ย้อนรอย6คดี ไล่บี้'สุขุมพันธุ์'พ้นตำแหน่ง ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น)



