คอลัมนิสต์

จับตาก.ม.เอกชนร่วมลงทุน'เครื่องมือไซฟ่อน'

จับตาก.ม.เอกชนร่วมลงทุน'เครื่องมือไซฟ่อน'

27 มี.ค. 2556

จับตาก.ม.เอกชนร่วมลงทุน'เครื่องมือไซฟ่อนทรัพย์สินของรัฐ' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์,ขนิษฐา เทพจร

               แม้ว่า "พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ...." จะผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว แต่ล่าสุด "กลุ่ม 40 ส.ว." เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความการออกกฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
               หลังจากคณะรัฐมนตรีเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28-29 มีนาคมนี้ "กลุ่ม 40 ส.ว." เห็นว่า การออก "พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ...." เป็นการออกกฎหมายมาเพื่อนำร่องไปสู่ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ที่เขียนกฎหมายเพื่อเปิดช่องให้โครงการที่ใช้เงินและทรัพย์สินของรัฐร่วมธุรกิจกับเอกชนได้ง่าย โดยไม่ต้องเปิดประมูลให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเนื้อหาของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ได้ยกเลิกหลักเกณฑ์การประมูล ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการและวงเงินงบประมาณรายจ่าย โดยอ้างอิงจากมาตรา 28 ของร่าง พ.ร.บ.ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ถือเป็นการปิดช่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
 
               "ไพบูลย์ นิติตะวัน" ส.ว.สรรหา บอกว่า ภายในสัปดาห์นี้จะรวบรวมรายชื่อสมาชิกให้ได้ 65 คน เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการยื่นต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 12 เมษายนตามกรอบของกฎหมาย ส่วนความจำเป็นในการยื่นตีความ "พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ...." จะทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ดำเนินการได้เร็วขึ้นจาก 20-30 เดือน เหลือเพียง 12 เดือน แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เกี่ยวโยงกับ พ.ร.บ.2 ล้านล้านบาท ซึ่ง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เป็นกฎหมายที่ดี แต่ไม่เหมาะกับประเทศไทยที่มีการคอร์รัปชั่นสูงมาก
 
               “การออกกฎหมายแบบนี้ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ที่เขียนไว้ว่าการจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะ แต่กฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนเป็นการเขียนกฎหมายแบบหมกเม็ดรวบรัดขัดรัฐธรรมนูญ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลายที่มีเอกชนเข้าร่วมลงทุนด้วยต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมและโครงสร้างกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน มาตรา 84 (11) เขียนไว้ว่า รัฐจะต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า 51% และต้องไม่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ปรากฏว่ากฎหมายเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เขียนนิยามคำว่าเอกชนจะลงทุนบางส่วนหรือเป็นกรรมสิทธิ์ทั้งหมดก็ได้ ถ้ากฎหมายนี้ผ่านอาจมีกระบวนการไซฟ่อนทรัพย์สินของรัฐในรูปแบบที่จะให้สัมปทานต่อเอกชนเข้าไปบริการจัดการในส่วนที่สำคัญ โดยให้เอกชนเข้าไปถือหุ้นใหญ่หรือทั้งหมดแทนรัฐกฎหมายฉบับนี้เปิดช่องไว้ให้ ดังนั้นจึงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (11)"
 
               พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ  "ไพบูลย์" มองว่า นอกจากนี้ตัดตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแล้วยังตัดอำนาจการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติออกไปอีกด้วย โดยให้ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีดำเนินการฝ่ายเดียว แม้ว่าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของสภา แต่การร่างกฎหมายต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญกฎหมายก็ตกไปต้องไปร่างมาใหม่ ส่วนตัวเชื่อว่า พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลคิดโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินการในโครงการต่างๆ
 
               "ให้จับตาดูให้ดีว่าหากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้จะทำให้การลงทุนที่ทวายใช้ได้ทันที โดยรัฐบาลที่จะเข้าไปกำกับดูแลไม่ใช่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เป็นคนอื่นที่จะเข้าไปเจรจาเรื่องผลประโยชน์ โดยนำเงินจากรัฐบาลที่มีเงินกู้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ที่ยังระบุไม่ได้เพราะกฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ยังไม่ประกาศใช้ และอาจเป็นห่วงอาจเข้าข่ายต้องนำเข้าสู่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 190 เพราะมีการเซ็นร่วมกันกับรัฐบาลพม่า จึงอยากแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพื่อให้ไม่ต้องนำเรื่องนี้เข้ารัฐสภา เหมือนดูโยงทุกเรื่องกันไปหมดเป็นเรื่องการขยายอำนาจตัดการตรวจสอบถ่วงดุลทั้งระบบออกไป" ส.ว.สรรหา กล่าว
 
               "ไพบูลย์" บอกว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าการออก พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ จะเป็นการตัดขาดการตรวจทั้งระบบออกไป ทางรัฐสภาจึงปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณา ส.ว.เกือบทุกคนสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ถ้าไปดูกระบวนการตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร แม้พรรคประชาธิปัตย์เองก็เข้าใจว่า พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่เข้าสภาเป็นกฎหมายที่พรรคยกร่างในปี 2544 ในช่วงเดือนเมษายน โดยไม่ได้เฉลียวใจในปี 2554 ในร่างดังกล่าวไม่มีมาตรา 28 ที่ร่างขึ้นใหม่ มีแต่มาตรา 20 ที่เขียนไว้ว่าต้องดำเนินการในกรอบงบประมาณแผ่นดินมีอยู่
 
               "ไพบูลย์" เชื่อว่าหลังการยื่นตีความแล้วอยากให้พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเป็นประเด็นในสังคม ถ้าศาลเห็นด้วยและให้กฎหมายนี้กลับไปร่างใหม่ก็จะเป็นกฎหมายที่ดี แม้คนจะมองว่าโครงการยังไม่เกิดการคอรัปชั่นจึงยังไม่มี แต่ถ้าดูจากพฤติการณ์ของรัฐบาลผ่านโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ วิธีการโครงการดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลไม่มีความโปร่งใส ไม่เปิดให้มีการตรวจสอบ ทุกอย่างรวบรัดอย่างเป็นความลับจนเกิดการทุจริต และสร้างความเสียหาย จากพฤติการณ์ดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรีชุดเดียวกัน จะเชื่อได้อย่างไรว่าทำโครงการ 2 ล้านล้านบาทแล้วจะโปร่งใส แม้การพิสูจน์ทราบทางกฎหมายจะไปไม่ถึง แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงจุดอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เรายื่นเพื่อป้องกันการทุจริตที่จะเกิดขึ้น
 
               "ไพบูลย์" กล่าวว่า การยื่นตีความเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ต้องทำชะลอการใช้เงินกู้ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตถ้าปล่อยกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสำเร็จ สงครามขณะนี้เป็นสงครามชิงไหวชิงพริบทางการเมือง นำทุกเรื่องเข้ามาสู้บนเวทีเพื่อเอาชนะ

 

............................................................................

( หมายเหตุ : จับตาก.ม.เอกชนร่วมลงทุน'เครื่องมือไซฟ่อนทรัพย์สินของรัฐ' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์,ขนิษฐา เทพจร)