
เทคโนโลยีควบคุมนักโทษ
เทคโนโลยีควบคุมนักโทษ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 27 มี.ค. 2556
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ลงนามประกาศกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกโดยวิธีอื่น ที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. 2556 เรื่องดังกล่าวหมายถึงการพักโทษผู้ต้องขังในกรณีที่ถูกจำคุกมาแล้วอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด โดยเป้าหมายดังกล่าวน่าจะเกิดจากความแออัดของนักโทษในเรือนจำและความพยายามให้เกิดภาพเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องขัง ด้านหนึ่งเพราะผลการวิจัยจากทั่วโลกเชื่อว่า การคุมขังนักโทษไม่ได้ทำให้พฤติกรรมหรือสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยได้ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดความก้าวร้าวมากยิ่งขึ้นจากสภาพที่อยู่กันอย่างแออัดและเรือนจำยังเป็นแหล่งรวมของโจรร้ายต่างๆ มากมาย รวมถึงคดียาเสพติดที่มีทั้งพ่อค้ายาและกลุ่มเสพเกินกว่าครึ่ง
มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีให้นำตัวไปคุมขังยังที่อื่นได้ ถึงแม้จะไม่ใช่เรือนจำหรือสถานที่ควบคุมตามที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำหนด นอกจากนี้ยังให้ผู้ต้องขังที่มีความจำเป็นและอาจเสียชีวิตหากต้องถูกควบคุมในเรือนจำหรือมีบิดามารดาอายุมาก ไม่มีบุตรหลานคนอื่นหาเลี้ยง ก็ให้ผู้ต้องขังมีสิทธิออกไปดูแลบิดามารดาได้แต่ต้องได้รับโทษมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 เช่นกัน โดยสามารถยื่นคำร้องผ่านกรมราชทัณฑ์ไปถึงศาลหรือให้ผู้ต้องขังร้องขอต่อศาลโดยตรง เพื่อขอทุเลาการคุมขังในเรือนจำออกไปควบคุมข้างนอก มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ติดตาม โดยศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าจะอนุญาตตามคำร้องหรือไม่ สำหรับการควบคุมหลังการพักโทษนั้นจะเป็นหน้าที่ของกรมคุมประพฤติ เข้ามาดูแลและใช้เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาควบคุมดูแลการจัดหา จัดซื้อ
ถึงแม้กฎกระทรวงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่ยังมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติและการกำหนดผู้ต้องขังที่มีสิทธิยื่นคำร้อง ไม่ว่าคดีที่เกี่ยวเนื่องกับความรุนแรง คดีการเมือง ผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ จะได้รับสิทธิดังกล่าวด้วยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาผู้ต้องขังบางคนแม้ได้รับโทษเต็มจากคำพิพากษาแต่เมื่อออกมาแล้วก็ยังก่อคดีซ้ำเดิมอยู่อีก ไม่เข็ดหลาบ ขณะเดียวกันคดีค้ายาเสพติดซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและบ่อนทำลายชาติ จะอยู่ในหลักเกณฑ์นี้ด้วยหรือไม่ ในความเป็นจริงการควบคุมผู้ต้องขังนอกเรือนจำหรือการทุเลาโทษในบางคดี คนเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปออกนอกราชอาณาจักร หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ควบคุมก็ไม่สามารถการันตีถึงพฤติกรรมของกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ให้ก่อเหตุซ้ำซากได้ กฎหมายดังกล่าวอาจจะไปเข้าทางกลุ่มที่มีโทษรุนแรงหรือเป็นภัยต่อคนในสังคมโดยรวมด้วยซ้ำ ดังนั้นการพิจารณาการพักโทษหรือการขอออกมาคุมขังนอกเรือนจำ จึงต้องวางหลักเกณฑ์การพิจารณาให้รอบคอบและเป็นธรรม อย่าให้การออกกฎหมายกลายเป็นช่องทางของโจรโดยสันดาน



