
ระบบตำรวจทางเลือก(ปฏิบัติ)
ระบบตำรวจทางเลือก(ปฏิบัติ) : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข
บ่อยครั้งที่เราเลือกที่จะรักษาเยียวยาตนเองเมื่อเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย หรือเลือกที่จะไปซื้อยาจากร้านขายยาที่มีขายอยู่จำนวนมากใกล้บ้าน(ในปัจจุบันมีพัฒนาการในรูปแบบที่พร้อมให้บริการตลอดวันตลอดคืนด้วย) หากมีอาการป่วยมากขึ้น คลินิกก็จะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่กลายเป็นช่องทางการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยและยังช่วยระบายความหนาแน่นของผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการจากโรงพยาบาลรัฐ(บางจังหวัดนั้น มีคลินิกจำนวนมากตั้งอยู่ไม่ห่างจากโรงพยาบาลรัฐและเปิดทำการจนทำให้ชวนสงสัยว่าแพทย์ทำงานแห่งใดเวลาใดกันแน่?)
ถึงแม้ว่าการตัดสินใจเลือกที่จะใช้บริการที่คลินิกจะทำให้(ผู้ป่วยที่เดือดร้อนทางร่างกาย)ต้องเสียเงินจำนวนมากขึ้นแต่ผู้ป่วยก็เต็มใจที่จะจ่าย(willingness to pay)เพื่อให้ตนเองได้รับบริการที่ดีกว่าการจ่ายที่น้อยกว่าโดยรับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ
ไม่มีประชาชนคนไหนตั้งคำถามว่า ทำไมคนจนต้องได้รับบริการที่ด้อยกว่าคนรวยด้วย....ไม่มีใครถามหาความเสมอภาค ความเท่าเทียม หรือทวงสิทธิใดๆ หรืออาจเป็นเพราะว่า คนจนคุ้นชินกับการรอคิวที่ยาวนานและการได้รับการตรวจโรคที่ใช้เวลาสั้นๆ โดยอาจมิได้มีโอกาสสนทนากับหมออย่างที่อยากจะพูดอยากจะระบาย
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคนจนคนเดียวกันนี้ขึ้นโรงพักด้วยความเดือดร้อนและต้องรอคิวที่ยาวนานและได้สนทนากับร้อยเวรเพียงแวบเดียว?!?
สถานีตำรวจหรือหากจะเรียกว่า “สถานที่บำบัดทุกข์” ของประชาชนนั้น มิได้มีช่องทางอื่นใดที่สามารถแบ่งเบาภาระการให้บริการแก่ประชาชน ดังนั้นถึงแม้จะคุณรวยล้นฟ้าหรือยากจนค่นแค้นเมื่อได้รับความเดือดร้อนจากภัยอาชญากรรมแล้วนั้น...ทุกคนต้องเรียกตำรวจ!!(แต่หลังจากได้พบตำรวจแล้วบริการที่ได้รับอาจแตกต่างกันตามอำนาจและกำลังทรัพย์เช่นกัน)ความแตกต่างระหว่างระบบการแพทย์กับระบบตำรวจจึงอยู่ที่ระบบการแพทย์มีระบบการแพทย์ทางเลือกสำหรับให้ผู้ขอรับบริการเลือกได้ตามกำลังทรัพย์และความพึงพอใจของตนก่อนที่จะต้องจำทนรับบริการ แต่ไม่มีระบบตำรวจทางเลือก...หากแต่เป็นเรื่องการเจรจาระหว่างบุคคล(เลือกปฏิบัติ)โดยใช้ระบบและทรัพยากรของรัฐเป็นกลไกในการดำเนินกิจกรรม
“ร้อยเวรไปตรวจที่เกิดเหตุ” ตำรวจที่นั่งอยู่บอกให้ทราบก่อนที่จะพูดว่า “รอก่อน”
การรอด้วยความกระวนกระวายอันเนื่องมาจากความทุกข์ที่ตนเองได้รับย่อมสร้างความไม่พอใจซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาและบ่อยครั้งที่นำไปสู่ “ภาวะเกลียดตำรวจ”
“มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาแจกบัตรคิว” นายตำรวจใหญ่ตำหนิระบบบัตรคิวบนโรงพักที่เตรียมเข้ารับการประเมินโรงพักเพื่อประชาชนโดยลอกเลียนแบบมาจากสถานประกอบการธนาคารโดยมิได้เฉลียวใจว่า ความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดจากอาชญากรรมที่แต่ละบุคคลได้รับไม่เท่ากัน
วิจารณญาณในการวินิจฉัยระดับความเดือดร้อนที่ชาวบ้านได้รับจากการประสบอาชญากรรมจำเป็นต้องใช้ทั้งกระบวนการทางปัญญา ประสบการณ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาวะการเอาใจเราไปใส่ในใจเขา”.... "หากเรา หรือลูกหลานของเราได้ประสบเหตุการณ์เช่นนี้บ้างเราจะรู้สึกอย่างไร?” นายตำรวจใหญ่ปลุกเร้าอุดมการณ์ตำรวจรุ่นน้องให้ลุกขึ้นอย่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีความตื่นตัวมีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ประชาชนผู้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนจากภัยอาชญากรรม
“หน่วยอื่นถ้าไม่มีทรัพยากรในการทำงานเขาก็ไม่ทำ เขาปฏิเสธเลยว่าเขาทำไม่ได้ ไม่พร้อมที่จะทำ แต่คุณเคยได้ยินประโยคนี้จากตำรวจมั้ย?” ผู้กำกับการสถานีตำรวจย้อนถามดิฉัน?
การทำงานบริการเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชนจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร หากภารกิจนั้นถูกกระทำบนความขาดแคลน
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทำการประเมินทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการทำงานตามภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่าปล่อยให้ความขาดแคลนทรัพยากรในการทำงานมาทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้อยประสิทธิภาพลงไป
ในห้วงเวลานี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นบุคคลที่มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสูง(transformational leadership) (เลยจากยุคนี้แล้วไม่มั่นใจ?) ดังนั้นการสนับสนุนส่งเสริมให้ระบบการบริหารจัดการเข้มแข็งก่อนที่จะสั่งเดินเครื่องเต็มที่ไปพร้อมกันทั้งองคาพยพเพื่อเตรียมการตอบโต้อาชญากรรมรูปแบบใหม่ๆ ในยุคที่ประเทศกำลังจะเดินเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
เมื่อปรับระบบการบริหารจัดการให้ดี ตำรวจไทยจะได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ เลิกทำงานด้วยรูปแบบวัฒนธรรมลูบหน้าปะจมูก หรือทำงานแบบพอผ่าน หรือขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ...อย่าลืมว่าปัจจุบันนี้โจรที่เคยถูกสบประมาทว่ากระจอกๆ ทั้งหลายนั้น...แรงกว่าที่คุณคิดหลายเท่าตัวนัก !!!



