
อย่าดูแคลน'มาตรา68'
อย่าดูแคลน'มาตรา68' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
"เรื่องนี้ดูแล้วอาจเป็นเพียงแค่ความพยายามของ ส.ว.กลุ่มนี้ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้ว แต่หากดูต้นเหตุและปลายทางของการขี้ขาด บอกได้คำเดียวว่า ประมาทไม่ได้เลย !"
ความพยายามของกลุ่ม 40 ส.ว. ที่เตรียมจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาว่า การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สไกป์สั่งให้รัฐมนตรีและส.ส.พรรคเพื่อไทยดำเนินการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การยื่นร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.... (พ.ร.บ.กู้เงิน) จำนวน 2 ล้านล้านบาท ระหว่างการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือเป็นการใช้อำนาจที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่
ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา เป็นผู้หารือเรื่องนี้ในที่ประชุมวุฒิสภานัดล่าสุด
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่จัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จริง ไม่เพียงแต่ออกคำสั่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดการกระทำนั้น หากแต่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็อาจเจอโทษหนักถึงขั้นเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและสั่งยุบพรรคกันเลยทีเดียว
นี่จะเป็นมรสุมเพียงลูกเดียวที่พอจะโหมกระหน่ำเข้าใส่ พรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ
เพราะหากดูสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แทบจะเรียกได้ว่า ทุกก้าวย่างวางลงบนตารางที่ได้ถูกวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้กระทั่งการเดินทางมาที่ฮ่องกง แล้วมีบรรดา ส.ส.เดินทางไปพบ
ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งไปเพราะคิดถึงจริงๆ อีกส่วนนั้นไปเพราะเห็นว่าใกล้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ครม. ขณะที่บางส่วนไปเพื่อจะบอกว่า รัฐมนตรีลูกพี่ตนนั้นเจ๋งจริง
ตารางการเมืองที่ตระเตรียมเอาไว้ เรื่องแรกก็คือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ "ต้อง" ผ่านสภาสถานเดียว
บทลงโทษที่เคยได้ผลชะงัดที่สุดสำหรับผู้ที่คิดต่าง หรือ "แหกคอก" ก็คือ หมดอนาคตทางการเมือง เพราะจะไม่ได้รับการพิจารณาส่งลงเลือกตั้งในคราวต่อไป
ดังนั้นเรื่อง "มือ" ในสภาเป็นสิ่งที่เลิกกังวลไปนานแล้ว
พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถึงแม้จะเป็นกฎหมายการเงิน และฝ่ายค้านก็หมายมั่นว่าจะถล่มให้ยับคาสภา แต่เอาเข้าจริงท้ายแล้วก็ต้องนับจำนวนมือ ซึ่งรัฐบาลมีอยู่อย่างเหลือเฟือ
หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ อีกเช่นกัน
ถึงแม้ว่ากองทัพจะแสดงท่าทีอึดอัดออกมาบ้าง แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ที่ให้สัมภาษณ์ล่าสุด ก็ยังบอกว่า ถ้าไม่แก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 เดือนเมษายนก็คงไม่มีอะไรให้ร้อนรุ่ม
ส่วนมวลชนฝ่ายตรงกันข้าม หากหลีกเลี่ยงประเด็นร้อนออกไป ทั้งประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรม หากไม่ผลีผลามนำเข้าสภา ก็ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุ
เพราะความจริงอีกอย่างในวันนี้ก็คือ มวลชนฝ่ายตรงกันข้ามนั้นยังหาผู้นำที่มีบารมีมากพอมานำไม่ได้
พรรคประชาธิปัตย์เองก็คงจะไม่มีเหตุอะไรที่ต้องเคลื่อนไหว ยกเว้นแต่ศึกในสภาที่มีกรอบแพ้-ชนะที่ควบคุมไว้หมดแล้ว
เท่ากับว่า สถานการณ์ทุกด้านในขณะนี้ถูกควบคุมไว้ได้แล้วอย่างเบ็ดเสร็จ
ปัญหาอาจจะมีเพียงอย่างเดียวก็คือ คดีความที่อาจจะเกิดเรื่องกับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แต่นั่นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไร เพราะมีการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และเตรียมมาตรการ "นายกฯ สำรอง" เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็รู้ดีว่า ตนเป็นชนวนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้าย สร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลที่น้องสาวบริหารอยู่ ก็ไม่ได้เร่งร้อนที่จะกลับเข้าประเทศ ตราบใดที่แนวคิดและการเสนอแนะของเขายังคงมีอิทธิพลต่อพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนี้
แต่ก็เหมือนว่าเวรกรรมยังไม่สิ้นสุด เมื่อกลุ่ม 40 ส.ว.กำลังจับเอาการให้ "ข้อคิด" ของเขามาเป็นประเด็นร้อนเล่นงานคราวเดียวเดือดร้อนทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์
หลักฐานอย่างหนึ่งที่ ไพบูลย์ ยกมาอ้างถึงคือ บทความของนิวยอร์ก ไทม์ ที่ตอนหนึ่งระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประเทศด้วยการสไกป์
เรื่องนี้ดูแล้วอาจเป็นเพียงแค่ความพยายามของ ส.ว.กลุ่มนี้ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้ว แต่หากดูต้นเหตุและปลายทางของการขี้ขาด บอกได้คำเดียวว่า ประมาทไม่ได้เลย !
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68
มาตรา 68 บัญญัติองค์ประกอบความผิดของการกระทำไว้สองประการ คือ
1.บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้มิได้
หรือ 2.บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้
กรณีแรกแม้จะมีการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ และฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าจะมีผู้ใดทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาก่อน
สำหรับกรณีหลังนั้น กลับเคยปรากฏมาแล้ว ดังที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 ที่ให้ยุบพรรคการเมือง ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย พรรคไทยรักไทย เป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้ว่าจ้างให้พรรคเล็กเหล่านี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
..........................
( หมายเหตุ : อย่าดูแคลน'มาตรา68' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



