
เร่งเยียวยานาแล้ง
เร่งเยียวยานาแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2556
จากตัวเลขของสถาบันสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ซึ่งรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ ไว้ ณ วันที่ 21 มีนาคม 2556 พบว่าอ่างเก็บน้ำหลายแห่งอยู่ในภาวะวิกฤติ อย่างเช่น เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีความจุอ่าง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือปริมาตรน้ำ 5,960 ล้านลูกบากศ์เมตร หรือร้อยละ 44 ใช้งานได้จริง 2,160 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ความจุอ่าง 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือปริมาตรน้ำ 4,127 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 43 ใช้งานได้จริง 1,277 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีความจุอ่าง 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือปริมาตรน้ำ 258 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 13 ใช้งานได้จริง 158 ล้านลูกบาศก์เมตร จากสภาพความเป็นจริงดังที่ปรากฏเป็นตัวเลข ย่อมคาดการณ์ได้ว่า อีก 2-3 เดือนนับจากนี้ ภาคเกษตรกรรมจะยิ่งได้รับความเสียหายหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นอีก
นางสุรินทร์ แนบวา ชาวนาแห่ง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์บอกว่า ข้าวนาปรังที่ปลูกไว้กว่า 50 ไร่และกำลังตั้งท้องออกรวงอ่อน เป็นช่วงที่ต้องการน้ำบำรุงเมล็ดข้าวให้สมบูรณ์กลับต้องชะงักลง รวงข้าวแห้ง เมล็ดลีบ ลงทุนไป 1.2 แสนบาท หวังว่าจะได้ขายข้าวกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลกลับต้องเป็นหนี้ ธ.ก.ส.แทน จึงอยากให้เขื่อนสิริกิติ์ปล่อยน้ำมาให้เพียงพอเลี้ยงต้นข้าวไปจนกว่าจะถึงหน้าฝน ขณะที่นายไพโรจน์ เที่ยงจันทร์ ชาวนาหมู่ 4 ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล กล่าวต่อผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า สงสารต้นข้าวที่กำลังยืนต้นตาย มองไปสุดแปลงนากว่า 20 ไร่ที่แห้งแล้ง ดินแตกระแหง ต้นข้าวอายุได้ 1 เดือนกว่า ยังคงต้องการน้ำมาช่วยหล่อเลี้ยง ต.ไผ่ล้อม อยู่ปลายน้ำ จากคลองส่งน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำน่าน เมื่อน้ำเขื่อนสิริกิติ์น้อย น้ำต่ำกว่าประตูปิดเปิดไม่สามารถไหลผ่านคลองมายังแปลงนาได้
คงป่วยการที่ในเวลานี้จะมัวมาโทษกันอยู่ว่า เป็นเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่สั่งการให้พร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำของ 2 เขื่อนใหญ่ คือภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมื่อช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมาตามที่ได้คาดการณ์กันขณะนั้น เพราะกรณีที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะนำมาเป็นบทเรียนเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับภาคเกษตรกรรมมากที่สุด ไม่ใช่เพื่อสนองตอบต่อภาคอุตสาหกรรมหรือการท่องเที่ยวเพียงด้านใดด้านหนึ่ง กล่าวคือในทุกๆ ฤดูกาลจะต้องมีตัวเลขวิเคราะห์และคาดการณ์ที่แม่นยำเพื่อไม่ให้เกิดการสั่งการที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ความเสียหายในวงกว้างอย่างที่เห็นๆ กันอยู่
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อกรณีที่เกิดขึ้น ต้องถือว่า ไม่ใช่เป็นภัยธรรมชาติล้วนๆ ปราศจากฝีมือมนุษย์เสียทีเดียว ทางออกที่รัฐบาลควรลงมือแก้ไขปัญหาเป็นการด่วนก็คือ หามาตรการเยียวยาให้สมน้ำสมเนื้อ เหมือนเช่นที่เคยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่บอกแต่เพียงว่า ได้ออกคำสั่งห้ามทำนาปรังไปแล้วแต่เกษตรกรดื้อรั้น ยอมเสี่ยงเพาะปลูกกันเอง เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลปัดความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมเคราะห์กรรม (ที่ไมได้ก่อ) ของเกษตรกรอีกต่างหาก



